“ตารีกีปัส” ระบำพัดแห่งปัตตานี

เพียงแค่ พัดหนึ่งเล่ม ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวของผู้คน วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันข้ามพรมแดนได้

.

นี่คือเสน่ห์ของ “ระบำตารีกีปัส” ศิลปะการร่ายรำอันอ่อนช้อยของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ ที่สะท้อนความงดงามของพหุวัฒนธรรมซึ่งสืบทอดกันมายาวนาน

.

คำว่า “ตารีกีปัส” มาจากคำ 2 คำ คือ “ตารี” ที่แปลว่า การร่ายรำ และ “กีปัส” ที่แปลว่า พัด จึงมีความหมายตรงตัวว่า “การร่ายรำด้วยพัด” โดยพัดไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบการแสดง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ ความงดงาม และเรื่องราวผ่านทุกจังหวะการเคลื่อนไหว

.

ต้นกำเนิดของระบำชุดนี้มาจาก ชาวโกวา บนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กีปัสปากาเรอนา” ตามความเชื่อดั้งเดิม การร่ายรำนี้เป็นการบอกเล่าเรื่องราวการอำลาระหว่างผู้คนบนสวรรค์กับผู้คนบนโลก อีกทั้งยังสะท้อนภาพของหญิงสาวชาวโกวาในอดีตที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน สุภาพ และให้เกียรติคู่ครอง

.

เมื่อเวลาผ่านไป ระบำตารีกีปัสได้เดินทางข้ามทะเล กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมของ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคใต้ของประเทศไทย จนกลายเป็นตัวแทนของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

.

ในประเทศไทย ระบำตารีกีปัสได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะที่ จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีการพัฒนาและฟื้นฟูจากการแสดงพื้นเมืองของ เมืองยะหริ่ง ก่อนนำมาผสมผสานกับจังหวะเพลง รองเง็ง จนเกิดเป็นการแสดงที่ใช้ในงานมงคล งานเฉลิมฉลอง และเทศกาลสำคัญของชุมชน

.

รูปแบบการแสดงมีทั้ง การรำคู่ชายหญิง และ การรำหญิงล้วน โดยแต่ละรูปแบบก็สะท้อนอัตลักษณ์การแต่งกายที่แตกต่างกัน ฝ่ายชายหญิงนิยมแต่งกายในชุดของชนชั้นสูงชาวไทยมุสลิม ขณะที่การแสดงหญิงล้วนจะสวม ผ้านุ่งโสร่งบาติก หรือ ผ้าซอแกะแบบมาเลเซีย ที่เพิ่มสีสันและเอกลักษณ์ให้การแสดงโดดเด่นยิ่งขึ้น

.

ความน่าสนใจของระบำตารีกีปัสไม่ได้อยู่เพียงความอ่อนช้อยของท่ารำ แต่ยังสะท้อนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของผู้คนในภูมิภาคอย่างชัดเจน ทั้งอิทธิพลจาก มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน ที่ปรากฏผ่านบทเพลงอย่าง “อินังจีนา” ซึ่งคำว่า “จีนา” หมายถึงชาวจีน รวมถึงการนำเครื่องดนตรีตะวันตกอย่าง ไวโอลิน มาผสมผสานกับดนตรีพื้นบ้านได้อย่างกลมกลืน

.

นี่จึงเป็นตัวอย่างของศิลปะที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ระบำตารีกีปัสยังคงได้รับการสืบทอด ปรับประยุกต์ และพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย โดยยังคงรักษาแก่นแท้ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างงดงาม