ถ้าย้อนกลับไปช่วงหนึ่งของสังคมไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก “จตุคามรามเทพ” จากของที่ระลึกสำหรับผู้ร่วมสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช สู่เครื่องรางยอดนิยมที่วัตถุมงคลบางรุ่นมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท
.
ตามความเชื่อในนครศรีธรรมราช จตุคามรามเทพเกี่ยวข้องกับเทพผู้พิทักษ์พระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และถูกเชื่อมโยงกับ พระเจ้าจันทรภาณุ กษัตริย์แห่งตามพรลิงค์ หรือที่ตำนานเรียกว่า “ราชันดำแห่งทะเลใต้” และ “พญาพังพกาฬ”
.
อีกแนวคิดมองว่า “จตุคาม” และ “รามเทพ” คือเทพ 2 องค์ตามคติศรีลังกา ซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์พระพุทธศาสนา โดยที่วัดพระมหาธาตุฯ มีรูปเทวดา 2 องค์ ระบุชื่อ ท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ จึงเกิดข้อสันนิษฐานว่า คติเรื่องเทพผู้พิทักษ์ อาจเดินทางจากลังกามาพร้อมกับพระพุทธศาสนาและพระบรมสารีริกธาตุ ก่อนถูกปรับให้เข้ากับความเชื่อของท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
.
แล้ว “จตุคามรามเทพ” คือพระเจ้าจันทรภาณุจริงหรือ? ประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียง เพราะแม้พระเจ้าจันทรภาณุจะเป็นกษัตริย์ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับจตุคามรามเทพ
.
นักวิชาการอย่าง ไมเคิล ไรท์ และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ จึงตั้งข้อสังเกตว่า การเชื่อมโยงทั้งสองอาจเป็นการสร้างความหมายผ่านศรัทธาและตำนานในภายหลัง มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์ได้
.
โดยเฉพาะเมื่ออินเดียใต้ ศรีลังกา และนครศรีธรรมราชต่างอยู่ในเครือข่ายการค้าเดียวกันในอดีต ทำให้ประวัติศาสตร์ของเมืองท่าเหล่านี้ซับซ้อนกว่าการเรียกพระเจ้าจันทรภาณุว่า “กษัตริย์ไทย” ในความหมายแบบปัจจุบัน
.
อีกตำนานเล่าว่า “พังพกาฬ” เป็นอีกภพชาติหนึ่งของจตุคามรามเทพ และเป็นขุนพลคู่กายของพระเจ้าจันทรภาณุ
.
พังพกาฬเกิดในครอบครัวชาวนาที่บ้านนพเตียน จังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะพ่อแม่ออกไปทำนา งูจงอางตัวใหญ่เลื้อยมาแผ่แม่เบี้ยเหนือเปล ก่อนคาย “ลูกแก้ว” ไว้ให้ แล้วเลื้อยหายไป พ่อแม่จึงเชื่อว่าลูกเป็นผู้มีบุญและตั้งชื่อว่า “พังพกาฬ” เมื่อเติบโตขึ้น เขาเกิดเหตุอัศจรรย์จากการเล่นรบกับเพื่อนด้วยดาบไม้ แต่ดาบกลับตัดศีรษะเพื่อนจนเสียชีวิต เรื่องถึงพระเจ้าจันทรภาณุ พระองค์จึงรับเป็นบุตรบุญธรรม
.
พังพกาฬได้รับการศึกษาศิลปวิทยาการ มีพละกำลังและอิทธิฤทธิ์ จนสามารถล่องหนได้ เมื่อศรีวิชัยตกเป็นเมืองขึ้นของชวา จึงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพและนำกองทัพกอบกู้เอกราช ก่อนจะได้รับการปูนบำเหน็จให้ปกครองเมืองไชยมนตรี ตำนานนี้จึงช่วยสร้างภาพจตุคามรามเทพในฐานะ วีรบุรุษผู้มีบุญญาบารมี อิทธิฤทธิ์ และปกป้องบ้านเมือง
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นช่วง พ.ศ. 2528–2530 เมื่อ พล.ต.ท. สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เข้าร่วมพิธีทรงเจ้าที่วัดนางพระยา และมีการกล่าวถึง “พระยาชิงชัย” แม่ทัพผู้รักษาเมือง ก่อนมีการวาดภาพบุคคลหนึ่งและแนะนำให้ไปถาม ขุนพันธรักษ์ราชเดช
.
ขุนพันธรักษ์ฯ ระบุว่าบุคคลดังกล่าวคือ “จตุคามรามเทพ กษัตริย์แห่งศรีวิชัย”
เรื่องราวจึงเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง มีพิธีสำคัญทั้งการฝังหัวใจสมุทรและหัวใจเมือง ก่อนประกอบพิธีเบิกเนตรหลักเมืองในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2530 และนี่คือจุดเริ่มต้นของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ
.
วัตถุมงคลรุ่นแรกคือ “พระผงสุริยัน-จันทรา” เดิมสร้างเป็นของที่ระลึกหรือ “ของแทนบุญ” สำหรับผู้ร่วมบริจาคสร้างหลักเมือง ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นสินค้าราคาแพง
.
เบื้องหลังความขลัง และการสร้างมูลค่า
จตุคามฯ ไม่ได้มีเพียงตัวองค์พระ แต่ประกอบด้วย มวลสาร พิธีกรรม และสัญญะ เช่น 12 นักษัตร พญาราหูอมจันทร์ ธรรมจักร พญานาค ยันต์และคาถา ซึ่งสื่อถึงการคุ้มครอง ความเป็นสิริมงคล และความมั่งคั่ง
การปลุกเสกมีคติให้ครบ 3 ภูมิ ได้แก่ ภาคพื้นดิน ภาคพื้นน้ำ และภาคนภากาศ โดยมีสถานที่สำคัญคือวัดพระมหาธาตุฯ และศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช สำหรับพระผงสุริยัน-จันทรา เริ่มปลุกเสกกลางมหาสมุทร ต่อด้วยกลางทุ่งนา และปิดท้ายบนภูเขาขุนพนม
.
กระบวนการสร้างหนึ่งรุ่นยังมีถึง 20 ขั้นตอน ตั้งแต่กำหนดวัตถุประสงค์ ออกแบบ หามวลสาร ทำบล็อก รับจอง ปลุกเสก ทำพิธี ทำกล่อง ปัดทอง เคลือบ กำหนดราคา ไปจนถึงส่งมอบให้ผู้เช่าบูชา
ขณะเดียวกัน ชื่อรุ่นอย่าง “โคตรเศรษฐี” “เงินทองไหลมา” “อุดมทรัพย์” และ “มั่งมีศรีสุข” ก็เข้ามาช่วยสร้างความหมายและความต้องการให้กับผู้ครอบครอง เมื่อรวม การออกแบบ มวลสาร พิธีกรรม การประชาสัมพันธ์ บรรจุภัณฑ์ และความหายาก วัตถุมงคลที่เคยเป็นของที่ระลึก จึงกลายเป็น “สินค้าเชิงสัญญะ” และมีมูลค่าสูงขึ้นจนถึงระดับหลักล้านในบางรุ่น
.
จากเทพผู้พิทักษ์พระบรมธาตุและเมืองนครศรีธรรมราช สู่เครื่องรางแห่งโชคลาภ และกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์วัตถุมงคลที่โด่งดังที่สุดของสังคมไทย
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

