เมื่อวันทองถวายสไบ เรื่องของ ‘ผ้า’ ศรัทธา และอานิสงส์

“…สัปปุรุษหญิงชายครั้นได้ฟัง เสียงสาธุดังขึ้นพร้อมหน้า

ทุกคนดลใจให้ศรัทธา นางพิมเปลื้องผ้าทับทิมพลัน

จีบจบคำรบถ้วนสามที ยินดีวางลงในพานนั่น

ถวายแล้วนอบนบอภิวันท์ พิษฐานสำคัญด้วยศรัทธา…”

.

เนื้อความข้างต้นมาจากขุนช้างขุนแผนตอนพลายแก้วบวชเณร ซึ่งเป็นตอนต้นของขุนช้างขุนแผน และเป็นฉากที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของคนกับศาสนาได้ดีอีกตอนหนึ่งผ่านประเพณีเทศน์มหาชาติ ที่นางพิมพิลาไลย(วันทอง) ได้ถวายผ้าสไบสีชมพูทับทิม และถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของฉากสำคัญที่ตระการตาในภาพยนตร์เรื่อง “อัศจรรย์วันทอง” ด้วย

.

เรื่องความผูกพันของผ้ากับศาสนาพุทธปรากฏให้เห็นอย่างยาวนาน มีทั้งการถวายผ้าเพื่อเป็นเครื่องนุ่งห่มให้แก่พระสงฆ์เช่นการถวายผ้าไตรจีวรหรือการถวายผ้าอาบน้ำฝน ไปจนถึงการถวายผ้าเพื่อประโยชน์อื่น ๆ อย่างการถวายผ้าห่อพระคัมภีร์ เป็นต้น

.

ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล แต่เดิมเครื่องแบบนุ่งห่มของพระสงฆ์นั้น ใช้บังสุกุลจีวร เป็นผ้าที่ถูกทิ้ง ไม่มีเจ้าของ หรือบ้างก็เป็นผ้าห่อศพ กระทั่งเมื่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้นำผ้าคู่สิไวยกะมาถวายพระพุทธเจ้า พร้อมกับทูลขอให้พระพุทธเจ้าอนุญาตให้พระสงฆ์รับผ้าที่ผู้คนนำมาถวาย จึงเกิดเป็นธรรมเนียมการถวายผ้าให้แก่พระสงฆ์ ให้ได้ใช้คหบดีจีวร หรือผ้าที่คฤหัสถ์นำมาถวายไปใช้นุ่งห่มแทนได้

.

นอกเหนือจากเหตุการณ์นี้แล้วการถวายผ้าก็ยังปรากฏอยู่ในอีกหลายเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาล ไม่ว่าจะเป็นจูเฬกสาฎกพราหมณ์ นางสุชาดา และพระเจ้าอโศก ซึ่งเรื่องของจูเฬกสาฎกพราหมณ์นี้จะดูใกล้เคียงกับการ “เปลื้องผ้า” ของนางพิมพิลาไลยมากที่สุด

.

ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรควรรณนา เล่าว่าพราหมณ์จูเฬกสาฎก กับนางพราหมณี ทั้งคู่มีผ้านุ่งผืนเดียวต้องผลัดกันใส่ ครั้นเมื่อฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็เกิดความศรัทธาแล้วตัดสินใจถวายผ้าผืนเดียวที่ตนมีนุ่งให้พระพุทธเจ้า

.

นอกจากนี้ การถวายผ้ายังตามมาด้วยความเชื่อเรื่องอานิสงส์ด้วย ในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต กินททสูตร ได้กล่าวถึงเทวดาที่ถามพระพุทธเจ้าถึงการให้สิ่งต่าง ๆ ว่าเปรียบได้กับการให้อะไร โดยพระพุทธเจ้าตรัสถึงการให้ผ้าว่าเป็นการให้วรรณะ ซึ่งในสารัตถปกาสินี อรรถกถาสังยุตตนิกาย สคาถวรรค อรรถกถากินททสูตร ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าบุคคลถึงจะมีรูปดี แต่นุ่งผ้าขี้ริ้ว หรือว่าไม่ใส่เสื้อผ้า ก็ต้องมีรูปที่น่าตำหนิ ไม่น่าดู ผู้ที่ใส่เสื้อผ้านั้น ก็น่าดู งดงามดังเทพบุตร

.

การถวายสไบของนางพิมพิลาไลยหรือนางวันทองนี้ มีอานิสงส์ที่นอกเหนือไปจากการถวายผ้าอย่างเดียว แต่ยังมีอานิสงส์ของการบูชากัณฑ์เทศน์ด้วย โดยในตอนดังกล่าว นางพิมพิลาไลยและนางศรีประจันผู้เป็นมารดา ได้เป็นเจ้าภาพกัณฑ์มัทรี ซึ่งอานิสงส์ของการบูชาและเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์นี้เชื่อว่าชาติหน้าจะอายุยืนและรูปโฉมงดงามกว่าใครด้วย แต่ทั้งนี้การถวายสไบนั้น นางพิมฯ อธิษฐานว่าขอให้มียศบริวารติดตามมั่งมีไปจนถึงภายภาคหน้า

.

การถวายผ้าในเรื่องดังกล่าวไม่ได้จบลงแค่ผ้าของนางพิมฯ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนของขุนช้างที่ถวายผ้ากรองตามหลังจากที่เห็นนางพิมฯ ถวาย โดยขุนช้างอธิษฐานขอให้ได้อยู่เคียงข้างนางพิมฯ นั่นเอง

.

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงวรรณคดีในฐานะกระจกสะท้อนอดีตที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีในอดีตที่ในปัจจุบันนี้ชุดความเชื่อดังกล่าวก็อาจจะเลือนหายไปตามกระแสสังคมและค่านิยมที่ไม่เหมือนกับคนในอดีต

.

เรียบเรียงโดยเพจสุดโปรด by Bangkok Bank