ถ้าเห็นคนโทดินเผาใบนี้ผ่าน ๆ เราอาจคิดว่าเป็นแค่ภาชนะโบราณสำหรับใส่น้ำ แต่ลองมองให้ดี เพราะด้านบนของมันกลับเป็น รูปพระคเณศ เทพเจ้าผู้เป็นที่รู้จักในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยา และรายละเอียดเล็ก ๆ บนองค์พระก็มีเรื่องราวน่าสนใจซ่อนอยู่ไม่น้อย
.
“คนโทรูปพระคเณศ” ศิลปะราวพุทธศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ห้องลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยได้รับมอบจากนายโยธินและนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ เมื่อ พ.ศ. 2564
.
ตัวคนโททำจาก ดินเผาเคลือบสีเขียว ปากและฐานเป็นทรงกลม ส่วนตัวภาชนะช่วงบนทำเป็นรูป พระคเณศ 2 กร ประทับขัดสมาธิราบบนฐานบัวคว่ำ รายละเอียดของพระคเณศก็น่าสนใจไม่น้อย ตั้งแต่พระเศียรที่ตกแต่งด้วยลายเส้นตารางซ้อนกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าเลียนแบบ “กรัณฑมงกุฎ” พระกรรณขนาดใหญ่ งวงยาวลงมาถึงพระนาภี พระอุระประดับสังวาลไขว้กันเป็นกากบาท และทรงพระภูษาสั้นที่มีริ้วคล้ายผ้าพลีต
.
แต่จุดที่สะดุดตาที่สุดคือ พระหัตถ์ขวาทรงถือ “งาที่หัก” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดทางศิลปะ เพราะงาข้างเดียวของพระคเณศมีเรื่องราวและความหมายซ่อนอยู่
.
ทำไมพระคเณศจึงมีงาข้างเดียว?
เรื่องนี้มีหลายตำนานในคัมภีร์ปุราณะ และแต่ละแห่งก็เล่าไม่เหมือนกัน ตำนานหนึ่งเล่าว่า พระคเณศต่อสู้กับพระศิวะจนถูกขวานของพระองค์ตัดงาหักไปข้างหนึ่ง ขณะที่อีกตำนานเล่าว่า พระคเณศต่อสู้กับคชมุขาสูรจนเสียที งาข้างหนึ่งถูกหัก แต่พระองค์กลับนำงาที่หักนั้นมาใช้เป็นอาวุธ
.
อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า พระคเณศต่อสู้กับ ปรศุราม ซึ่งใช้อาวุธที่ได้รับจากพระศิวะขว้างใส่พระองค์ เมื่อพระคเณศเห็นว่าเป็นขวานของพระบิดา จึงไม่ต่อสู้กลับ แต่ใช้งาข้างหนึ่งรับขวานไว้จนงาหัก
นับแต่นั้น งาที่หักจึงกลายเป็นทั้ง อาวุธและสัญลักษณ์ของพระคเณศ และยังเชื่อมโยงกับบทบาทของพระองค์ในฐานะเทพแห่งอักษรศาสตร์ เพราะมีคติว่าทรงใช้งาที่หักจารหนังสือด้วย พระคเณศที่มีงาข้างเดียวจึงมีพระนามว่า “เอกทันตะ” ซึ่งหมายถึงผู้มีงาเดียว
.
พระคเณศอยู่ในดินแดนไทยมานานกว่าที่คิด
หลักฐานรูปเคารพพระคเณศในภูมิภาคนี้ปรากฏมาตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 12–13 และพบทั้งรูปแบบ 2 กรและ 4 กร
ในประเทศไทยพบหลักฐานหลายแห่ง ตั้งแต่พระคเณศศิลาที่เมืองโบราณศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี พระคเณศที่ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ไปจนถึงประติมากรรม ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง
.
ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมเขมรโบราณแพร่เข้ามาสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา รูปแบบพระคเณศก็ยิ่งหลากหลายขึ้น ทั้งประติมากรรมศิลา สำริด ดินเผาเคลือบ และภาพสลักนูนสูง เช่นที่ปรากฏบนทับหลังปราสาทหินพิมายและปราสาทศีขรภูมิ
.
ดังนั้น “คนโทรูปพระคเณศ” จึงเป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นว่า คติความเชื่อ ศิลปะ และวัฒนธรรมจากอินเดียได้เดินทางเข้ามาผสมผสานกับดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างยาวนาน
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

