“แทงใบลาน” ศิลปะก่อนยุคกล้องถ่ายรูป ที่ใช้เวลาเป็นปีเพื่อเก็บภาพความทรงจำ

ในยุคที่ยังไม่มีกล้องถ่ายรูป ผู้คนในสมัยโบราณเลือกใช้ “ใบลาน” และ “ใบตาล” มาแทนความทรงจำสำคัญ ถ่ายทอดเป็นภาพบุคคล ภาพพระพุทธเจ้า หรือเรื่องราวอันทรงคุณค่า ผ่านศิลปะที่เรียกว่า “การแทงใบลาน” งานหัตถศิลป์ชั้นสูงที่ต้องอาศัยทั้งสมาธิ ความประณีต และความอดทนอย่างยิ่ง

.

หนึ่งในผู้ที่ยังคงสืบสานศิลปะโบราณแขนงนี้ คือ “ดร.กุศล เรณุนันท์ ณ อยุธยา” ผู้อนุรักษ์งานแทงใบลานที่สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 40 ปี และมุ่งมั่นรักษาภูมิปัญญาที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา

.

จุดเด่นของงานแทงใบลานในแบบของ “ครูกุศล” คือ การยึดกรรมวิธีดั้งเดิมแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกใบลาน การเตรียมพื้นผิว ไปจนถึงเทคนิคการจรดปลายมีดแทงลงบนใบลานให้เกิด “ริ้ว” และ “หาง” ของเส้นอย่างสมดุล เพื่อสร้างมิติ ความพลิ้วไหว และความงดงามของลวดลายให้คล้ายงานภาพวาด

.

ทุกเส้นที่แทงลงไปจึงไม่ใช่แค่รอยมีด แต่คือการควบคุมน้ำหนักมืออย่างละเอียดอ่อน เพื่อสร้างแสง เงา และอารมณ์ของภาพให้มีชีวิต งานแต่ละชิ้นจึงเต็มไปด้วยความคมชัด ความละเมียดละไม และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาได้ยากในงานศิลปะร่วมสมัย

.

กระบวนการสร้างสรรค์เริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นดินสอ คัตเตอร์ หินลับมีด กระจก กาวลาเท็กซ์ น้ำมันมะกอก ผ้าไหม ทองคำเปลว รวมถึงใบลานหลากเฉดสี โดยใบลานที่นิยมนำมาใช้มากที่สุด คือ ใบลานทรายจากภาคอีสาน เพราะมีเนื้อสวย ทนทาน และไม่ขึ้นราเหมือนใบลานจากพื้นที่ดินเหนียว

.

เมื่อได้ใบลานแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบภาพ เลือกเฉดสีของใบลานให้เหมาะกับองค์ประกอบ เช่น พระพักตร์จะใช้ใบลานอ่อน ส่วนเส้นผม คิ้ว หรือเงาต่าง ๆ จะใช้ใบลานแก่ค่อย ๆ ตัดและแทงประกอบทีละชิ้น ก่อนนำมาตกแต่งด้วยรักปิดทองและผ้าไหม เพื่อเพิ่มมิติและกลิ่นอายศิลปะอีสานอย่างงดงาม

.

กว่าภาพหนึ่งชิ้นจะเสร็จสมบูรณ์ต้องใช้เวลาขั้นต่ำราว 1 ปี และหากเป็นงานละเอียดมากอาจกินเวลาถึง 2–3 ปีเลยทีเดียว

.

แม้ปัจจุบันศิลปะการแทงใบลานจะกลายเป็นงานหาชมได้ยาก แต่ “ครูกุศล” ยังคงเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนรุ่นหลัง เพราะเชื่อว่านี่ไม่ใช่เพียงงานศิลป์ แต่คือสมบัติทางภูมิปัญญาที่สะท้อนฝีมือและจิตวิญญาณของช่างไทยอย่างแท้จริง