เพลิน พรหมแดน : เห็นมั้ยล่ะ มัวแต่นั่งศาลตัดสินจนเบลอเหมือนสัปเหร่อเฝ้าเมรุ เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใครแม้แต่จิมมี่ คารูเทอร์
เปาบุ้นจิ้น : แล้วมันใครกันล่ะ
เพลิน พรหมแดน : มันก็เป็นนักมวยแชมป์โลกจากแดนจิงโจ้รุ่นเวนตั้มเวทที่มาต่อยป้องกันแชมป์กับจำเริญ ทรงกิตติรัตน์ ฉายาจิ้งเหลนไฟ สมัยเมื่อปี 2497 ไงครับ
.
บทสนทนาข้างต้น จริง ๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งจากเนื้อเพลง “เปาบุ้นจิ้นเผาศาล” ของ “เพลิน พรหมแดน” เจ้าของฉายาราชาเพลงพูด แต่ในขณะเดียวกันเพลงนี้ยังได้สอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์เล็ก ๆ ของวงการกีฬาไทยเอาไว้ด้วย
.
หากเราพูดถึงนักมวยสากล ชื่อที่คนส่วนใหญ่นึกถึงก็คงจะเป็นเหล่าแชมป์โลกอย่างโผน กิ่งเพชร หรือเขาทราย กาแล็กซี แต่ก่อนหน้าพวกเขาเหล่านี้ก็มีนักมวยสากลชาวไทยอีกหนึ่งคนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นคนแรกที่สามารถเดินทางไปถึงรอบชิงแชมป์มวยโลกได้อย่าง “จำเริญ ทรงกิตรัตน์”
.
❖ สำเริง ศรีมาดี
.
จำเริญ ทรงกิตรัตน์ มีชื่อจริง ๆ ว่าสำเริง ศรีมาดี มีพื้นเพเป็นชาวอีสาน เกิดในช่วงยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นคนรูปร่างเล็ก เรียนหนังสือเก่ง แต่ก็เป็นคนที่ซุกซน ตลอดจนมีอุปนิสัยมุมานะ ตั้งใจทำอะไรก็จะพยายามอย่างเต็มที่
.
ในช่วงเวลาดังกล่าว กีฬามวยนับว่าเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงในภาคอีสานโดยที่ร้อยเอ็ดก็เป็นอีกจังหวัดที่บรรยากาศกีฒามวยคึกคัก สำเริงเองเมื่อโตขึ้นมาหน่อยก็ได้หัดมวยไทย และตระเวนชกไปในเวทีต่าง ๆ
.
❖ จิ้งเหลนไฟ
.
เมื่อสำเริงได้เดินทางลงมาเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ได้เรียนมวย ตลอดจนย้ายสังกัดค่ายหลายครั้ง กระทั่งมาอยู่ที่ค่ายกิตรัตน์ อันเป็นที่มาของชื่อในวงการว่าจำเริญ ทรงกิตรัตน์ โลดเล่นในเวทีมวยราชดำเนินจนได้ฉายา “จิ้งเหลนไฟ” ตามมา
.
เมื่อชกมวยไทยจนอิ่มตัว จำเริญก็เริ่มสนใจมวยสากลบ้าง โดยได้รับการสั่งสอนจากผู้กองประพิณ เครือทองศรีที่โรงเรียนพละศึกษา กระทั่งได้เริ่มขึ้นชกในช่วงปี 2492 ที่สิงคโปร์
.
หลังจากนั้นอีก 2 ปี จำเริญก็สามารถชนะเอาแชมป์ประเทศไทยรุ่นเฟเธอร์เวทได้ ก่อนที่จะไต่ระดับไปนานาชาติและกลายเป็นนักชกไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ของสหพันธ์มวยภาคตะวันออกไกลและแปซิฟิก (OPBF)
.
❖ แมตช์มหัศจรรย์ท่ามกลางสายฝน
.
ด้วยความมุมานะและตั้งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายตนเอง ทำให้จำเริญชกมวยสากลต่อมาอีกหลายรายการ กระทั่งเดินทางมาจนถึงรอบชิงแชมป์โลกได้สำเร็จ ถือว่าเป็นคนไทยคนแรกที่เดินทางมาถึงจุดนี้
.
การชิงแชมป์โลกของจำเริญ ทรงกิตรัตน์ ได้ขึ้นชกกับจิมมี่ คาร์รัทเธอร์ ที่สนามศุภชลาศัย เป็นงานใหญ่ที่ผู้ชมชาวไทยไปดูมากมาย แม้จะฝนตกหนักจนเวทีน้ำนอง แต่จากการพูดคุยปรึกษากันก็ตัดสินใจที่จะไม่เลื่อนการแข่ง เกิดเป็นแมตช์แข่งขันชกมวยท่ามกลางสายฝน โดยที่นักมวยทั้งสองไม่ใส่รองเท้าแข่งแตกต่างไปจากมวยสากลทั่วไป
.
การแข่งขันดังกล่าว รัฐบาลไทยสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้คนไทยได้ไปดูการแข่งดังกล่าว มีการประกาศลดค่ารถเมล์ จนมีคนมาดูเกินความจุของสถานที่กว่า 60,000 คน
.
อย่างไรก็ดี ด้วยความเลวร้ายของสภาพอากาศ ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุเมื่อลมพัดเอาหลอดไฟเหนือเวทีตกลงแตกกลางเวที แม้จะมีการเก็บกวาดแล้วแต่ก็ยังมีเศษไปบาดเท้าของคาร์รัทเธอร์ การแข่งขันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจำเริญ ซึ่งจำเริญกล่าวว่าตนนั้นภูมิใจที่ได้นำชื่อเสียงมาให้ประเทศในฐานะของนักชกคนแรกที่เข้าชิงแชมป์โลก และพอใจกับผลการแข่งขันในครั้งนี้
.
❖ มรดกที่ผลักดันคนไทย
.
แม้จะไม่ได้เป็นแชมป์โลก ถึงกระนั้นจำเริญ ทรงกิตรัตน์ก็ได้กลายเป็นขวัญใจคนไทย ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักชกรุ่นหลัง หนึ่งในนั้นก็คือโผน กิ่งเพชรที่ได้รู้จักชื่อเสียงของจำเริญ และปรารถนาที่จะคว้าแชมป์มาให้ได้แทนจำเริญ ซึ่งโผน กิ่งเพชรก็ทำได้จริงในอีกราว 6 ปีต่อมา
.
จำเริญ ทรงกิตรัตน์ได้เข้ารับราชการตำรวจหลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนพลศึกษา เป็นครูสอนมวยให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะลาออกราชการไปประกอบอาชีพส่วนตัวทั้งในไทยและต่างประเทศ กระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 29 สิงหาคม สิริอายุได้ 77 ปี
.
เรื่องราวของจำเริญ ทรงกิตรัตน์ หรือสำเริง ศรีมาดี ได้เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่บันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์กีฬาไทย แม้ว่าคนในปัจจุบันอาจจะหลงลืมเรื่องราวของเขาไปบ้าง แต่ด้วยความมุมานะได้พาให้เขาบุกเบิกนักมวยสากลชาวไทยในเวทีระดับโลก เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นความภาคภูมิใจของแวดวงมวยเรื่อยมา
.
เรียบเรียงโดยเพจสุดโปรด by Bangkok Bank

