ทุกวันนี้คำว่า “ทาสแมว” มักหมายถึงคนที่ยอมถวายตัวให้เจ้าเหมียว แต่ในวรรณกรรมไทยเรื่องหนึ่งกลับมี “แมว” ที่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของ ทาสผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างชัดเจน
.
แมวตัวนั้นคือ “นางวิฬาร์” หรือ “อีแมว” ตัวละครจากเรื่อง ไชยเชษฐ์ นิทานพื้นบ้านที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสันนิษฐานว่ามีเค้าโครงมาจากวรรณกรรมลาว ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทละครนอกของหลวง และโปรดให้ผู้หญิงในละครหลวงแสดงอย่างละครนอก
.
ในเรื่อง นางวิฬาร์เป็นแมวที่ พูดภาษามนุษย์ได้ และมีความภักดีต่อนางจำปาทอง (นางสุวิชญา) ผู้เป็นเจ้านาย แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก ถูกกลั่นแกล้งจากนางสนมทั้ง ๗ ของพระไชยเชษฐ์ จนต้องถูกขับออกจากเมือง นางวิฬาร์ก็ยังไม่ทอดทิ้งเจ้านาย คอยช่วยเหลือทุกวิถีทางจนสามารถกอบกู้ชีวิตกลับคืนมาได้สำเร็จ
.
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะทำทุกอย่างเพื่อเจ้านาย นางวิฬาร์กลับไม่ได้รับสิ่งตอบแทนใด ๆ ภาพของตัวละครจึงถูกตีความว่าเป็นแบบอย่างของ “ไพร่ทาส” ที่ต้องซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างไม่มีข้อยกเว้น สะท้อนค่านิยมและโครงสร้างทางสังคมในอดีตได้อย่างชัดเจน
.
ความนิยมของ ไชยเชษฐ์ ทั้งในวังและนอกวัง ยังสะท้อนผ่านงานศิลป์ที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดง นั่นคือ “ศีรษะนางแมว” หรือหัวโขนนางวิฬาร์ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งทักษิณาภิมุข หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
.
หัวโขนชิ้นนี้เป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ ราว พ.ศ. ๒๔๓๐ ทำจากโลหะทองแดง ประดับแก้ว โดยลักษณะของนางวิฬาร์น่าจะสื่อถึง แมวโกญจา ซึ่งมีขนสีดำละเอียดและนัยน์ตาสีดอกบวบ
.
เดิมศีรษะนางแมวเป็นสมบัติของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ผู้ก่อตั้งคณะละครและโรงละคร “ปรินซ์เธียร์เตอร์” (Prince Theatre) ก่อนที่เครื่องละครส่วนหนึ่งตกเป็นมรดกของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมและ เจ้าจอมมารดามรกฎ (ธิดา) จะนำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. ๒๔๓๙ ตามพระประสงค์เดิมของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ที่ต้องการให้เก็บรักษาเครื่องละครไว้ในพิพิธภัณฑ์ ไม่ให้นำไปขาย
.
จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ศีรษะนางแมว” จะเป็นหลักฐานทางศิลปกรรม ที่บันทึกทั้งเรื่องราวของวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ละครไทย และค่านิยมของสังคมในอดีต ไว้ในชิ้นเดียว
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

