เมื่อถึงวันเข้าพรรษาของทุกปี ที่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จะมีภาพที่หาชมไม่ได้จากที่ไหนในโลก
.
ผู้คนต่างถือ “ดอกเข้าพรรษา” หรือ “ดอกหงส์เหิน” เดินเรียงแถวใส่บาตรพระภิกษุ ก่อนที่พระสงฆ์จะนำดอกไม้ทั้งหมดขึ้นไปสักการะ รอยพระพุทธบาท อันศักดิ์สิทธิ์ จนเกิดเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน และได้รับการยกย่องว่าเป็น “ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก”
.
ประเพณีนี้มีรากฐานย้อนกลับไปถึงครั้งพุทธกาล เมื่อ นายมาลาการ ผู้เก็บดอกมะลิถวายพระเจ้าพิมพิสาร ได้นำดอกมะลิ 8 กำมือถวายแด่พระพุทธเจ้าแทนการตักบาตร ด้วยแรงศรัทธานั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงพระราชทานรางวัลแก่เขา และเชื่อกันว่าอานิสงส์แห่งการถวายดอกไม้บูชาพระพุทธองค์ ทำให้ชีวิตพบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เรื่องราวนี้จึงกลายเป็นต้นกำเนิดของธรรมเนียม “ตักบาตรดอกเข้าพรรษา” ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
.
ดอกไม้ที่ใช้ในพิธีไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป แต่คือ ดอกเข้าพรรษา หรือ ดอกหงส์เหิน พืชในวงศ์ขิงที่ออกดอก เพียงปีละครั้ง ตรงกับช่วงเข้าพรรษาพอดี ชื่อ “หงส์เหิน” มาจากรูปร่างของดอกและเกสรที่ดูคล้ายหงส์กำลังกางปีกโบยบินอย่างสง่างาม
.
ดอกเข้าพรรษามีหลายสี และแต่ละสีก็มีความหมายอันเป็นมงคล
- สีขาว แทนความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา
- สีเหลือง แทนพระสงฆ์
- สีม่วง สีหายากที่สุด ซึ่งชาวพระพุทธบาทเชื่อว่าเป็นสีแห่งบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
ทุกปี ชาวบ้านจะขึ้นไปเก็บดอกเข้าพรรษาตามไหล่เขาโพธิลังกา เขาสุวรรณบรรพต และพื้นที่โดยรอบ ก่อนนำมาจัดรวมกับธูปเทียนเพื่อตักบาตรแด่พระสงฆ์
.
เมื่อพระภิกษุรับดอกไม้แล้ว จะนำไปสักการะ รอยพระพุทธบาท ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวัด ซึ่งตามคติลังกาเชื่อว่าเป็น 1 ใน 5 รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าบนโลก และเป็นรอยพระพุทธบาทที่ค้นพบในสมัย พระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา
.
ด้วยศรัทธาที่สืบทอดจากอดีตกว่า 400 ปี ผสานกับตำนานพุทธศาสนาที่ย้อนกลับไปถึงครั้งพุทธกาล ทำให้ ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา ของจังหวัดสระบุรี ไม่ใช่เพียงงานบุญประจำปี แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนทั้งความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของชุมชน จนได้รับการยกย่องว่าเป็น ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก










