รู้หรือไม่ว่า “พระกริ่ง”
ไม่ได้ชื่อมาจากเสียงกรุ๊งกริ๊งที่เกิดจากเม็ดโลหะข้างในเพียงอย่างเดียว ![]()
.
จริง ๆ แล้ว คำว่า “กริ่ง” อาจมาจากรูปร่างของหุ่นที่ใช้หล่อพระ ซึ่งมีลักษณะคล้าย “กิ่งไม้” ที่แตกออกเป็นกิ่งเล็ก ๆ แต่ละกิ่งมีองค์พระขนาดเท่ากันเรียงรายอยู่ ความเชื่อนี้ทำให้บางคนเรียกพระชนิดนี้ว่า “พระกิ่ง” ![]()
.
ร่องรอยจากลายพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 4 ชื่อ “พระกริ่ง” ได้รับการบันทึกเป็นลายพระหัตถ์จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งพระราชทานพระกริ่งและงาสารแก่กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร แสดงให้เห็นว่าชื่อนี้มีมาแต่โบราณ
.
พระกริ่งมีต้นกำเนิดจากทิเบต
ซึ่งชาวจีนในดินแดนนั้นสร้างขึ้นในนาม “พระไภษัธคุรุ” พระพุทธเจ้าผู้ทรงรักษาโรคภัย
ผู้ศรัทธานิยมเขย่าพระกริ่งขณะตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย
ต่อมาในกัมพูชา พระปทุมสุริยวงศ์สร้างพระกริ่งเป็นองค์เล็กๆ ใช้เป็นเครื่องราง นามว่า “กริ่งพระปทุม” และพัฒนาเป็น “กริ่งอุบาเก็ง” ตามความเชื่อที่โยงถึงต้นกำเนิดจากทิเบต
.
หนึ่งในตำนานพระกริ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ “พระกริ่งชัยวัฒน์”
อันเป็นพระเครื่องสำหรับกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ เดิมใช้เป็นเครื่องรางที่ประดิษฐานบนหลังช้างศึก เพื่อคุ้มครองกองทัพในยามสงคราม ![]()
.
ย้อนกลับไปในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ แห่งวัดบวรนิเวศฯ ทรงเป็นผู้สร้าง “พระกริ่งปวเรศ” ซึ่งถือเป็นพระกริ่งรุ่นแรกของไทย
เชื่อกันว่ามีอานุภาพช่วยบำบัดโรคภัย
.
องค์พระมีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ซ้ายหงายขึ้นบนตัก ส่วนพระหัตถ์ขวาวางอยู่บนพระเพลา ชี้พระธรณีเป็นพยาน ประทับบนแท่นบัวคว่ำบัวหงาย เนื้อทองสัมฤทธิ์สีจำปาอ่อน ผิวกลับดำ ทรงสร้างขึ้น 2 รุ่น รุ่นแรกอุดฐานด้วยทองแดง รุ่นที่สองอุดฐานด้วยทองเหลือง และมีเครื่องหมายป้องกันการปลอมแปลง
.
ต่อมา ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 พระเดชพระคุณเจ้าคุณเทพ วิสุทธิเมธี (เจีย เปรียญ 9 ประโยค วัดพระเชตุพนฯ) ได้สร้าง “กริ่งพระปรมา” ตามตำราของสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระกริ่งรุ่นนี้มีพุทธลักษณะเป็นแบบศิลปะทวารวดี ปางประทานพร พระหัตถ์ขวาทรงหม้อน้ำมนต์ พระหัตถ์ซ้ายทรงบาตร ประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย เนื้อทองสัมฤทธิ์นวโลหะ
.
ต้นตำรับการสร้างพระกริ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีบันทึกว่า พระพนรัต วัดป่าแก้ว เป็นผู้ดูแลตำรา ต่อมาตำรานี้ถูกส่งต่อมายัง สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส แห่งวัดพระเชตุพนฯ และจากนั้นก็ถูกถ่ายทอดไปยังสมเด็จฯ กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์
.
เรื่องเล่ากล่าวว่า ในยุคหนึ่งสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑิต) วัดสุทัศน์ฯ อาพาธหนักด้วยโรคอหิวาตกโรค จนกระทั่ง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงนำพระกริ่งของสมเด็จฯ กรมพระยาปวเรศฯ มาทำน้ำพระพุทธมนต์ให้ฉัน และปรากฏว่า อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ![]()
เหตุการณ์นี้ทำให้ สมเด็จพระสังฆราช (แพ วัดสุทัศน์ฯ) เกิดความสนใจและค้นคว้าตำราการสร้างพระกริ่ง จนทรงพบว่าตำรานี้ตกอยู่ที่ วัดจักรวรรดิฯ (วัดสามปลื้ม) ซึ่งพระพุฒาจารย์ (มา อินทสโร) เป็นผู้ดูแล พระองค์จึงได้ขอและนำมาต่อยอดการสร้างพระกริ่งให้แพร่หลายมากขึ้น
.
ปัจจุบันพระกริ่งยังคงได้รับความเคารพศรัทธาอย่างกว้างขวาง
ไม่ใช่เพียงเพราะพุทธศิลป์ที่งดงาม แต่ยังมี ตำนาน ความศักดิ์สิทธิ์ และพลังแห่งพุทธคุณ ที่ช่วยปกป้องผู้บูชาให้พ้นจากโรคภัยและอุปสรรคทั้งปวง ![]()

