“ที่รฦกถึงความรัก แห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อรรคมเหษี อันเสด็จทิวงคตแล้วซึ่งเธอเคยมาอยู่ในสวนนี้โดยความศุขสบายและเปนที่ เบิกบานใจพร้อมด้วยผู้ซึ่งเปนที่รักและที่สนิทสนมอย่างยิ่งของเธอ…”
.
ถ้อยคำจารึกบนอนุสาวรีย์หินอ่อนในพระราชวังบางปะอิน เป็นอนุสรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงหนึ่งในโศกนาฏกรรมในแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนก่อให้เกิดข้อคิดเห็นมากมายถึง “กฎมณเฑียรบาล” ขึ้นมาด้วย
.
วันที่ 31 พฤษภาคม พุทธศักราช 2423 ถือเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ผ่านฐานะของวันสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือที่รู้จักกันในนาม “พระนางเรือล่ม” อันเนื่องมาจากเหตุการณ์เรือพระที่นั่งล่มกลางแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นเหตุแห่งการสิ้นพระชนม์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดาองค์แรก และพระพี่เลี้ยง
.
คราวนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระราชวังบางปะอิน จึงโปรดให้ขบวนเรือพระประเทียบฝ่ายในล่วงหน้าไปก่อนในเวลาสองโมงเช้า ส่วนพระองค์ยังทรงติดพระราชกรณียกิจที่วัดพระแก้ว แล้วจึงเสด็จตามด้วยเรือพระที่นั่งโสภณภควดี
.
ขบวนเรือฝ่ายในแล่นเรียงกันเป็นแถว โดยมีเรือกลไฟลากจูงเรือพระประเทียบของแต่ละพระองค์ ครั้นมาถึงบริเวณบางพูด เรือปานมารุตซึ่งจูงเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ แล่นเข้ามาในช่องกลางระหว่างเรือ ขณะนั้นเรือโสรวารที่อยู่ข้างหน้าหักหัวหนีตื้น กระแสน้ำกระทบกันเป็นระลอก กดหัวเรือพระประเทียบจมคว่ำลงในทันที สมเด็จพระนางเจ้าและพระราชธิดาซึ่งประทับอยู่ในเก๋งออกมาไม่ได้ทัน
.
สิ่งที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมใหญ่ คือ ถึงแม้จะมีทั้งข้าราชบริพารในขบวนเรือและชาวบ้านอยู่บริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีใครกล้าโดดลงน้ำไปช่วยอย่างทันท่วงที เพราะกฎมณเฑียรบาลโบราณระบุชัดเจนว่า ผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสีมีโทษประหารทั้งโคตร
.
พระยามหามนตรี ผู้มีหน้าที่ดูแลขบวนเรือ ไม่สั่งให้ผู้ใดโดดลงช่วย และยังขัดขวางชาวบ้านที่จะเข้ามาช่วยด้วย กว่าจะมีการช่วยกันหงายเรือขึ้นก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วโมง ซึ่งสายเกินไปแล้ว การสอบสวนภายหลังพบว่า หากรีบหงายเรือแต่แรก ทั้งสองพระองค์ย่อมมีโอกาสรอดพระชนม์ได้
.
ภายหลังการสอบสวน พระยามหามนตรีรับสารภาพความผิดและถูกถอดจากตำแหน่ง จำคุกสามปี แม้เมื่อพ้นโทษจะได้กลับมารับราชการ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็กลายเป็นบทเรียนสำคัญ ว่ากฎหมายโบราณที่ล้าสมัยอาจกลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างชีวิตกับความตายได้
.
ด้วยความอาลัยรักอย่างลึกซึ้ง รัชกาลที่ 5 จึงทรงโปรดให้สร้างอนุสาวรีย์ถวายแด่พระนางเจ้าสุนันทาฯ ไว้หลายแห่ง ทั้งที่พระราชวังบางปะอิน สวนสราญรมย์ และน้ำตกพลิ้ว จันทบุรี รวมถึงพระเจดีย์ที่บางพูด ณ สถานที่เกิดเหตุ ยังทรงสร้างโรงเรียนสุนันทาลัยเพื่อเป็นอนุสรณ์อีกด้วย

