27 มิถุนายน เมื่อ 165 ปีก่อน นับว่าเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในทางการทูตของไทย เพราะเป็นอีกครั้งในรอบหลายร้อยปีที่ไทยได้ส่งราชทูตไปฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่การไปฝรั่งเศสของโกษาปานในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
.
การทูตกับต่างประเทศที่เข้มข้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 มีที่มาหลักจากสนธิสัญญาเบาว์ริง ทำให้หลาย ๆ ประเทศเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี และสร้างสนธิสัญญากับสยามเอาไว้หลายฉบับ ซึ่งทางฝรั่งเศสเอง ในปี 2399 ก็ส่งราชทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี เกิดสนธิสัญญามงติญี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศสขึ้นมา
.
เมื่อได้รับราชทูตจากฝรั่งเศส ทางสยามเองจึงประสงค์ที่จะส่งทูตพร้อมเครื่องมงคลบรรณาการกลับไปถวายสมเด็จพระจักรพรรดิ คือพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ด้วย ในการนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นราชทูต เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (วร บุนนาค) เป็นอุปทูต พระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต เชิญพระราชสาส์น พร้อมเครื่องมงคลราชบรรณาการเดินทางไปถวายแด่พระจักรพรรดิฯ ณ พระราชวังฟงแตนโบลในปี 2404
.
ในจดหมายเหตุของพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) บอกเล่าถึงเหตุการณ์ว่าคณะทูตได้เดินทางไปยังพระราชวังฟงแตนโบลโดยรถไฟ แล้วจึงเทียมรถม้าไปต่อจนถึงพระราชวัง ก่อนที่จะจัดแจงเตรียมพระราชสาส์นแล้วหมอบคลานเข้าไป ซึ่งภาพขณะที่ถวายพระราชสาส์นถูกบันทึกเอาไว้เป็นงานจิตรกรรมโดยช่างหลวง “เฌโรม” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพที่โด่งดังมากในช่วงเวลาที่ถูกนำไปจัดแสดงที่ปารีส
.
การหมอบคลานของราชทูตสยามนี้เป็นที่แปลกตาของผู้คนในราชสำนักฝรั่งเศส บางคนก็มีบันทึกในเชิงเหยียดอย่างชัดเจนเช่นในบันทึกของเมรีเม (Prosper Mérimée) ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ล้อว่าการหมอบคลานของคณะทูตว่าดูอุตลุดวุ่นวาย ชนกันไปมา ถึงระดับที่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ต้องตรัสขอให้คณะทูตยืนอย่างสากลแทนการหมอบกราบ
.
นอกเหนือจากเกร็ดเรื่องการหมอบกราบแล้ว ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือในคณะทูตมีบุตรชายของท่านอุปทูตที่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่นั้น เมรีเมกล่าวว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีเออเฌนีทรงโปรดเป็นอย่างมาก และทรงหอมแก้มบุตรอุปทูตอย่างเอ็นดูด้วย
.
ตลอดช่วงระยะเวลาที่ราชทูตชุดนี้อยู่ที่ฝรั่งเศส ก็มีบันทึกที่เป็นภาพมากมายเมื่อเทียบกับสมัยโกษาปาน ซึ่งคณะราชทูตทั้งได้รับการบันทึกภาพจากช่างภาพในฝรั่งเศส ตลอดจนได้รับการวาดภาพโดยเฌโรม ซึ่งไปขอวาดให้สมาชิกคณะทูตเป็นแบบวาดภาพตัวต่อตัวด้วย ทำให้การเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีของคณะทูตสยามในครั้งนั้นมีหลักฐานบันทึกเอาไว้อย่างมากมาย
.
เครื่องมงคลราชบรรณาการทั้งหลาย ได้รับการรับมอบและจัดเก็บเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของพระนางเออเฌนีเป็นอย่างดี จัดเอาไว้เป็นห้องที่รวมเครื่องราชบรรณาการจากตะวันออก ซึ่งหนึ่งในเครื่องมงคลราชบรรณาการที่สำคัญจากคณะทูตไทยก็คือพระมหาพิชัยมงกุฎจำลอง ซึ่งต่อมาถูกโจรกรรมไปจากพระราชวังฟงแตนโบลเมื่อราว 11 ปีก่อนเท่านั้นเอง ในขณะเดียวกันพระเจ้านโปเลียนก็ยังได้พระราชทานวัวกระทิงพ่อพันธุ์ที่ชนะการประกวดให้คณะราชทูตนำกลับมาด้วย
.
การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศในครั้งนั้นนับว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การทูตไทย อีกทั้งยังเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสด้วย ซึ่งเครื่องมงคลราชบรรณาการก็ได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดี และยังคงอยู่(เกือบ)ครบถ้วน เหลือรอดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงหลังสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ได้ อีกทั้งในสมัยสาธารณรัฐก็ยังเห็นถึงคุณค่าและเปิดพระราชวังฟงแตนโบลให้ผู้คนได้เข้ามายลความวิจิตรงดงามของเหล่าของขวัญทางการทูตเหล่านี้ด้วย…

