“เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง” วรรคหนึ่งจากบทกลอน “เป็นมนุษย์หรือเป็นคน” น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่หลายคนอาจเคยได้เห็นผ่านตาในฐานะของอาขยานท่องจำสมัยประถมฯ บทกลอนที่แยบคายด้วยเนื้อหานี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งคำสอนของ “พุทธทาสภิกขุ” ที่ทิ้งเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านแล้วคิดตาม
.
ชื่อของ “พุทธทาสภิกขุ” นับว่าเป็นอีกหนึ่งพระภิกษุที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับจากผู้คนเป็นจำนวนมาก และโดดเด่นจากการที่เป็นผู้ริเริ่มใช้โสตทัศนูปกรณ์สมัยใหม่ในการเผยแผ่ธรรมะในไทย อีกทั้งเป็นกวีที่หยิบเอาธรรมะมาเขียนให้เข้าใจง่ายผ่านบทกลอน ดังบทกลอน “เป็นมนุษย์หรือเป็นคน” ที่เราได้กล่าวถึงไป
.
แต่กว่าที่ท่านพุทธทาสภิกขุ จะกลายมาเป็นพระนักเทศน์คนสำคัญในระดับที่เป็นบุคคลสำคัญของยูเนสโกนี้ ชีวิตของท่านก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายอย่างเลยทีเดียว
.
❖ เงื่อม พานิช
.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) มีนามเดิมว่า “เงื่อม พานิช” เกิดและเติบโตในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บิดาเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่ตลาดพุ่มเรียง ส่วนฝั่งมารดาเป็นคนบ้านฉาง บุตรสาวของขุนสิทธิสาร ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีใจใฝ่ธรรมะและพระพุทธศาสนาอย่างมาก
.
อิทธิพลจากครอบครัวได้หล่อหลอมตัวตนของเด็กชายเงื่อมหลายด้าน ได้รับความสามารถทางด้านกวีและงานช่างมาจากพ่อ และได้ความละเอียดลออ มัธยัสถ์มาจากผู้เป็นแม่ ครั้นเมื่ออายุได้ 8 ปี ครอบครัวก็ได้ฝากเด็กชายเงื่อมให้เข้าเป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดพุ่มเรียง ซึ่งการใช้ชีวิตในฐานะเด็กวัดก็ได้สอนอะไรหลาย ๆ อย่างให้เด็กชายเงื่อมมากมาย ก่อนที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนแบบใหม่ที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาดังกล่าว
.
อย่างไรก็ดี เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็จำต้องออกจากโรงเรียนมารับภาระหัวหน้าครอบครัวหลังการเสียชีวิตของพ่อ ตรากตรำทำงานหนัก พร้อมกับใช้เวลาว่างพักผ่อนหย่อนใจ กระทั่งเมื่อถึงอายุที่สามารถบวชได้ ก็เริ่มใฝ่ธรรมะ อ่านหนังสือนักธรรม และตั้งวงถกธรรมะกันกับผู้อื่นจนเป็นที่รู้จัก
.
❖ เงื่อม อินฺทปญฺโญ
.
เมื่ออายุได้ 20 ปี เด็กชายเงื่อมก็เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยได้ฉายาทางธรรมว่า อินฺทปญฺโญ อันหมายถึง ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่ เดิมเป็นการบวชเพื่อแทนคุณ ทว่ารสพระธรรมก็ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของพระเงื่อม อินฺทปญฺโญ ไปตลอดกาล
.
หลังจากบวชได้ไม่นาน ก็ได้ขึ้นแสดงธรรมตั้งแต่พรรษาแรก แล้วกลายเป็นพระนักเทศน์ที่ถูกอกถูกใจชาวบ้าน เพราะว่าเทศน์ดี เทศน์ง่าย ฟังเข้าใจ แล้วต่อมาก็ได้เดินทางมาเรียนธรรมในกรุงเทพ สอบจนได้เปรียญธรรมกลายเป็นพระมหา เริ่มมีผลงานเขียนทางธรรม ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดและปวารณาตนเป็น “พุทธทาส” ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะถวายชีวิตรับใช้พระพุทธศาสนา
.
❖ ธรรมะที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ง่าย
.
ชีวิตหลังการเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ท่านพุทธทาสก็ได้ริเริ่มจำพรรษาอยู่ที่วัดร้างนามวัดตระพังจิก ที่ซึ่งจะกลายมาเป็น “สวนโมกขพลาราม” หรือวัดธารน้ำไหลในกาลต่อมา ก่อตั้งคณะธรรมทาน เผยแผ่พระศาสนา ตลอดจนเขียนหนังสือธรรมะ แสดงทัศนะต่าง ๆ ต่อพระพุทธศาสนาในไทยทั้งในแง่บวกและแง่ลบ
.
ตลอดชีวิตสมณเพศ ท่านพุทธทาสภิกขุสร้างสรรค์ผลงานไว้อย่างมากมาย ทั้งด้านการประพันธ์หนังสือที่มีคุณค่า อาทิ ตามรอยพระอรหันต์ พุทธธรรม และคู่มือมนุษย์ ผลงานธรรมะส่วนหนึ่งแต่งเป็นร้อยกรองอันไพเราะ สืบทอดความสามารถด้านกวีจากบิดา ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงเนื้อหาธรรมะได้ง่ายยิ่งขึ้น
.
นอกจากนี้ท่านยังเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่บุกเบิกการใช้โสตทัศนูปกรณ์สมัยใหม่ในการเผยแผ่ธรรมะ ท่านสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณเพื่อการศึกษาธรรม ท่านได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หลายสาขาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ และได้รับการยกย่องเป็นพหูสูตทางพุทธศาสนาผู้แตกฉานทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานด้วย
.
❖ ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า
.
ช่วงสุดท้ายของท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ประสบกับอาการอาพาธหนักอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติและเผยแผ่ธรรมะต่อไปจนถึงวาระสุดท้าย
.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) ละสังขารอย่างสงบ ณ สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 สิริอายุ 87 ปี 67 พรรษา คงเหลือไว้แต่ผลงานอันทรงคุณค่าและปณิธานอันยิ่งใหญ่ ที่สร้างไว้เพื่อให้พระศาสนาของพระพุทธเจ้าเจริญขึ้นในจิตใจของผู้คน
.
ความมุ่งมาดปรารถนา และการสร้างสรรค์ผลประโยชน์ในทางธรรมนี้เอง ที่ทำให้ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญของโลกโดยยูเนสโก และเป็นบุคคลสำคัญในพระพุทธศาสนาของไทย ชื่อของ “พุทธทาส” จึงเป็นอีกหนึ่งชื่อที่สลักอยู่คู่กับพุทธศาสนาในประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
.
“พุทฺธสฺสาหํ นิยฺยาเทมิ สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ; พุทฺธสฺสาหสฺมิ ทาโสว พุทฺโธ เม สามิกิสฺสโร”
“ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกาย ถวายแด่พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอเป็นทาสของพระพุทธเจ้า ด้วยพระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า”
-พุทธาภิคีติ

