ถ้าย้อนกลับไปในสมัยก่อน เด็กผู้หญิงไทยไม่ได้มีแค่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับน่ารัก ๆ เท่านั้น แต่ยังมีเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่ทุกวันนี้แทบไม่เห็นแล้ว นั่นคือ “จะปิ้ง” หรือที่เรียกกันว่า จับปิ้ง ตะปิ้ง หรือกระจับปิ้ง
.
ฟังชื่อแล้วอาจสงสัยว่า “จะปิ้ง” คืออะไร ?
จริง ๆ แล้วมัน คือ เครื่องประดับสำหรับเด็กที่ใช้ผูกไว้บริเวณบั้นเอว เพื่อปกปิดอวัยวะเพศ โดยธรรมเนียมนี้ไม่ได้มีเฉพาะในไทย แต่พบในอินเดียตอนใต้ รวมถึงหลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย คำว่า “จะปิ้ง” หรือ “จับปิ้ง” ยังมีข้อสันนิษฐานว่าอาจมาจากคำว่า “Caping” ในภาษามลายูอีกด้วย
.
ธรรมเนียมการสวมจะปิ้งให้เด็กสันนิษฐานว่าแพร่เข้ามาในคาบสมุทรมลายูตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย และพบหลักฐานในพื้นที่มาเลเซีย รวมถึงหมู่เกาะอินโดนีเซีย ในบางพื้นที่จะเริ่มให้เด็กสวมเมื่อสามารถยืนหรือเดินได้ เพราะนอกจากใช้ปกปิดร่างกายแล้ว ยังเชื่อกันว่า จะปิ้งเป็นเครื่องรางที่ช่วยปกป้องเด็กจากวิญญาณร้ายและอันตรายต่าง ๆ
ส่วนในประเทศไทย แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเริ่มใช้มาตั้งแต่เมื่อใด แต่มีหลักฐานเกี่ยวกับจะปิ้งมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ยังระบุถึงแหล่งจำหน่ายจะปิ้งที่ตลาดขันเงิน ย่านป่าขันเงินอีกด้วยและไม่ได้มีแค่เอกสารโบราณที่พูดถึง เพราะในวรรณคดีอย่าง ขุนช้างขุนแผน ก็มีฉากที่กล่าวถึง “จับปิ้ง” ของเด็กหญิง โดยตอนหนึ่งเล่าถึงนางพิมในวัยเด็กว่า “ผูกจับปิ้งเที่ยววิ่งอยู่ในวัด” เพียงประโยคสั้น ๆ ก็ทำให้เราเห็นภาพการแต่งกายของเด็กไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน
.
แล้วใครเป็นคนใส่ ?
ในสังคมไทย จะปิ้งนิยมใช้กับ เด็กผู้หญิง โดยเริ่มสวมหลังจากโกนผมไฟ และมักใส่ต่อไปจนถึงช่วงอายุประมาณ 10–12 ปี หรือจนกว่าจะโกนจุก ก่อนเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าตามวัยและฐานะ วัสดุที่ใช้ก็สะท้อนฐานะของครอบครัวได้ด้วย
เด็กในราชสำนักหรือบุตรหลานขุนนางชั้นผู้ใหญ่อาจใช้ จะปิ้งทองคำ ขณะที่เด็กทั่วไปนิยมใช้ เงินหรือนาก ส่วนครอบครัวที่มีฐานะยากจนก็อาจใช้ กะลามะพร้าว ทำเป็นจะปิ้ง เรียกได้ว่า แม้จะเป็นของชิ้นเล็ก ๆ แต่ก็สะท้อนความแตกต่างทางสังคมได้ไม่น้อย
.
“จะปิ้ง” มีอยู่ 2 แบบ จากหลักฐานที่พบในประเทศไทย จะปิ้งมีรูปแบบหลัก ๆ อยู่ 2 ลักษณะ
– แบบแรก “ทรงทะนาน” หรือ “ทรงใบโพธิ์” มีขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ รูปทรงด้านบนกลมป้อม ด้านล่างเรียวแหลม ตรงกลางนูนโค้งเป็นกระเปาะ ด้านหน้ามักตกแต่งด้วยลวดลาย ส่วนด้านบนจะมีส่วนสำหรับร้อยเชือกหรือสร้อยเพื่อผูกไว้กับเอว และทำขอบให้มนเพื่อไม่ให้บาดผิวเด็ก
– อีกแบบคือ “ทรงร่างแห” ทำจากเส้นโลหะถักเป็นแผ่นโปร่ง ลักษณะคล้ายกระเบื้องเกล็ดเต่าหรือสี่เหลี่ยมชายแหลม และมีห่วงด้านบนสำหรับใช้ผูกกับเอวเช่นกัน
.
บริเวณ คาบสมุทรสทิงพระและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พบจะปิ้งจำนวนไม่น้อย โดยส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่ 25
มีทั้งแบบทอง เงิน นาก และกะลามะพร้าว ส่วนลวดลายก็สะท้อนรสนิยมงานช่างไทย เช่น ลายพันธุ์พฤกษา ลายประจำยาม ลายกระจังตาอ้อย ลายกระจังปฏิญาณ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ และลายกระหนก
ที่น่าสนใจคือเรื่องราวของจะปิ้งยังปรากฏอยู่ใน จิตรกรรมฝาผนัง ของภาคใต้ เช่น ภายในอุโบสถวัดวัง จังหวัดพัทลุง และวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา ซึ่งมีภาพเด็กผู้หญิงสวมจะปิ้งอยู่ในฉาก
.
จากเครื่องประดับเล็ก ๆ ที่ผูกอยู่กับเอวของเด็กคนหนึ่ง “จะปิ้ง” จึงเล่าเรื่องได้มากกว่าที่คิด ทั้งเรื่องความเชื่อ การแต่งกาย ฐานะทางสังคม งานช่าง และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

