แรกมีจิตเวชศาสตร์ในสังคมไทย จาก “เก๋งจีน” ถึง “หลังคาแดง”

ในทัศนะของคนไทยในอดีต การป่วยทางจิตถูกมองในแง่ของความเชื่อเป็นหลัก บ้างก็มองว่าเป็นอาการของผู้โดนคุณไสย บ้างก็ว่าเป็นวิบากกรรมแต่ปางก่อน

.

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าคนไทยในอดีตจะเชื่อเหมือนกันหมด เพราะก็ยังมีคนไทยบางกลุ่มที่เข้าใจในอาการเหล่านี้ และมองว่ามันเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ เกิดการพาผู้ป่วยเข้าไปยังโรงพยาบาลเมื่อครั้งที่เรามีโรงพยาบาลแห่งแรกอย่างโรงพยาบาลศิริราช

.

แต่ด้วยความที่โรงพยาบาลศิริราชไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มนี้มาตั้งแต่เริ่ม นี่เองที่ทำให้เกิดแนวคิดที่จะสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ โรงพยาบาลที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของจิตเวชศาสตร์ในประเทศไทย

.

❖ เก๋งจีน “โรงพยาบาลคนเสียจริต”

“…ด้วยมีผู้ขอส่งคนเสียจริตให้โรงพยาบาลรักษาเนืองๆ จะรับรักษาไว้ในโรงพยาบาลศิริราชก็ไม่ได้ จะบอกปัดไม่รักษาคนเสียจริตก็เห็นขัดกับหน้าที่กรมพยาบาล จึงคิดจะตั้งโรงพยาบาลต่อออกไปที่อื่น พร้อมกับตั้งโรงพยาบาลรักษาคนเสียจริต”

-สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

โรงพยาบาลคนเสียจริตแต่เดิมนั้น ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่เก๋งจีนเดิมของพระยาภักดีภัทรากร ที่ถูกดัดแปลงออกเป็นที่พักพิงของผู้ป่วย สภาพการณ์ของโรงพยาบาลในตอนแรกค่อนข้างมีภาพลักษณ์ในแง่ลบอยู่มาก ด้วยมีลักษณะการรักษาในลักษณะของการกักขังและวิธีการรักษาที่ไม่ปกติ ลักษณะคล้ายกับโรงพยาบาลจิตเวชในยุคแรกเริ่มของตะวันตก มีการล่ามโซ่ สุขอนามัยก็ไม่ได้ดีนัก

อย่างไรก็ดี ความเป็นสมัยใหม่จากโลกตะวันตกก็ได้ส่งอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลจิตเวชในไทยเป็นอย่างมาก กระทั่งการมาถึงของหมอฝรั่งก็ได้เปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลแห่งนี้ให้กลายเป็นโรงพยาบาลที่ทันสมัย และรักษาด้วยความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น

.

❖ กำเนิด “หลังคาแดง”

การเปลี่ยนแปลงด้านการรักษา เริ่มต้นในยุคของหมอไฮเอ็ด (Hugh Campbell Highet) เจ้ากรมสาธารณสุข ซึ่งได้เห็นถึงความย่ำแย่ของโรงพยาบาล จึงได้มีการเสนอและเร่งรัดให้มีการขยายโรงพยาบาลไปยังพื้นที่ใหม่ และปรับเปลี่ยนวิธีรักษา ละเว้นการทำร้ายผู้ป่วยและการกักขังหน่วงเหนี่ยว มีการใช้ยาจำพวกการนัตถุ์ยาและพวกยาที่ช่วยให้หลับหรือสงบสติอารมณ์ลงได้ มีการกอกเลือด (ใช้ปลิงดูดเลือด) ด้วย เป็นต้น

ด้วยความที่เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวที่รับผู้ป่วยจิตเวชโดยเฉพาะ ทำให้การขยายพื้นที่เป็นเรื่องจำเป็น จึงนำมาสู่การซื้อที่ดินของเจ้าคุณทหาร (เจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์) เพื่อก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ และตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ย้ายมาสู่มือของหมอคาร์ธิวส์ (Morden Carthew) ผู้ที่เลือกใช้สีแดงทาหลังคาเพื่อกันสนิมด้วย อันเป็นที่มาของชื่อ “หลังคาแดง” ที่ถูกใช้เรียกเป็นชื่อลำลองและคำล้อเลียนที่ถูกมองว่าเป็นตราบาปของผู้ป่วยจิตเวชเรื่อยมา

.

❖ จิตเวชศาสตร์ในสังคมไทย

หลังปี 2468 รัฐบาลก็ได้ยกเลิกการจ้างชาวต่างชาติ ทำให้ตำแหน่งผู้อำนวยการเปลี่ยนมาเป็นของหลวงวิเชียรแพทยาคม (เถียร ตูวิเชียร) ผู้บุกเบิกจิตเวชศาสตร์ชาวไทย โดยได้สานต่อแนวคิดการรักษาด้วยเมตตาธรรมที่เห็นอกเห็นใจผู้ป่วยแต่เดิมมา พร้อมกับเปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลคนเสียจริตมาเป็น “โรงพยาบาลโรคจิตต์ธนบุรี” เพื่อลดทัศนคติเชิงลบของผู้คนที่มีต่อผู้ป่วย

ตลอดจนเผยแพร่การรับรู้และความเข้าใจเรื่องจิตเวชศาสตร์ให้กระจายไปในวงกว้างมากขึ้น เกิดการบรรจุวิชาจิตเวชเข้าหลักสูตรการแพทย์ และเกิดบุคลากรคนสำคัญมากมายตามมาอย่างนายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้เป็นบิดาแห่งจิตเวชศาสตร์สมัยใหม่ของไทย

การรักษาในยุคของหลวงวิเชียรแพทยาคมจะเป็นการรักษาทางกายภาพเป็นหลักเนื่องจากยังไม่มียารักษา ซึ่งก็ใช้วิธีการบำบัดต่าง ๆ ทั้งการสร้างงานสร้างอาชีพ การนันทนาการ ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคของนายแพทย์ฝน แสงสิงแก้วที่มีการยกระดับเรื่องสุขอนามัยเป็นการใหญ่ และรักษาด้วยหลักแนวคิด “รักษาคนให้เป็นคน” และปรับปรุงภาพลักษณ์ให้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่รักษาคนเหมือนกันกับโรงพยาบาลอื่น และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา”

.

ในปัจจุบันนี้ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หรือ “สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา” ก็ยังคงเปิดให้บริการเรื่อยมา เป็นพื้นที่ที่บำบัดรักษา พัฒนาบุคลากรด้านจิตเวชศาสตร์ เพื่อให้สร้างความรู้ความเข้าใจของผู้คนตลอดจนลดทัศนคติเชิงลบที่มีต่อผู้ป่วยมาจนถึงปัจจุบัน

.

เรียบเรียงโดยสุดโปรด by Bangkok Bank