“ลายรดน้ำวัดโพธิ์” ภาพเล่านิทานพื้นบ้านไทยบนเชิงบานหน้าต่าง

เคยได้ยินเพลง “ยายกะตาปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า” หรือ “จิงเอ๋ยจิงโจ้ มาโล้สำเภา” กันไหม?

บทเพลงและนิทานที่คุ้นหูเหล่านี้ ครั้งหนึ่งยังถูกถ่ายทอดลงบนงานศิลปกรรม ภายในวัดเก่าแก่ใจกลางกรุงเทพฯ อย่าง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์

.

วัดโพธิ์เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยอยุธยา ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 1 และอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 3 ระหว่าง พ.ศ. 2375–2388 ซึ่งมีการสร้างและปรับปรุงเสนาสนะหลายแห่ง รวมถึงพระอุโบสถ ศูนย์กลางสำคัญของวัด

.

ภายในวัดเต็มไปด้วยศิลปกรรมทรงคุณค่า ตั้งแต่สถาปัตยกรรมไทยประเพณี พระเจดีย์ ประติมากรรมยักษ์ทวารบาลและฤๅษีดัดตน ไปจนถึงจารึกตำราการแพทย์และจิตรกรรมฝาผนัง แต่ท่ามกลางงานศิลปะที่โดดเด่นเหล่านี้ ยังมีภาพเขียนอีกส่วนหนึ่ง ซ่อนอยู่ในตำแหน่งที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือบริเวณเชิงบานหน้าต่างภายในพระอุโบสถ ซึ่งประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร

.

ข้อมูลจากหนังสือ คติชนในภาพเชิงบานหน้าต่างพระอุโบสถวัดพระเชตุพน โดยศิราภร ณ ถลาง และสุกัญญา สุจฉายา ระบุว่า ภาพลายรดน้ำบริเวณเชิงบานหน้าต่างพระอุโบสถเดิมเป็นฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 ถ่ายทอดเรื่องราวจากคติชนไทย ทั้งนิทานพื้นบ้าน เพลงเด็กร้อง เพลงกล่อมเด็ก และสุภาษิตที่ผู้คนคุ้นเคยกันในชีวิตประจำวัน

.

หนึ่งในเรื่องที่ปรากฏคือ นิทานลูกโซ่ “ยายกะตา (ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า)” เรื่องราวที่หลายคนจำได้จากคำร้องซึ่งเล่าต่อกันเป็นทอด ๆ เมื่อหลานไม่เฝ้าถั่วงา กาจึงมากินถั่วกินงา จนเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องตามมา

.

อีกภาพหนึ่งเล่าถึงเพลงเด็กร้อง “จิงโจ้” ที่ขึ้นต้นว่า “จิงเอ๋ยจิงโจ้ มาโล้สำเภา” ก่อนจะพาเรื่องราวไปสู่การถูกหมาไนไล่ จิงโจ้ตกน้ำและหนีเอาตัวรอด เป็นตัวอย่างของบทเพลงที่ทั้งมีจังหวะสนุกสนานและช่วยให้เด็กจดจำเรื่องราวผ่านการร้องเล่น

.

นอกจากนั้น ยังมีนิทานเรื่อง “เสือกับกระต่าย” และ “จระเข้สามพัน” เพลงเด็กร้องเรื่อง “กระต่ายติดแร้ว” เพลงกล่อมเด็กอย่าง “ขนมแฉ่งม้า” และ “วัดโบสถ์” ตลอดจนเรื่องเล่าอธิบายเหตุว่าเหตุใดกระต่ายจึงไม่มีหางและจระเข้จึงไม่มีลิ้น

.

ส่วนสุภาษิตพื้นบ้านก็ปรากฏอยู่ในภาพเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น “ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า” “หนีเสือปะรังแตน” และ “ถ่อแพไล่เสือ ถ่อเรือไล่ช้าง” เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภูมิปัญญาและความบันเทิงของผู้คนในอดีตสามารถถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลปกรรมภายในวัดได้อย่างกลมกลืน

.

ความสำคัญของภาพลายรดน้ำชุดนี้เคยได้รับการกล่าวถึงโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในพระนิพนธ์ สาส์นสมเด็จ ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์โต้ตอบกับสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยทรงเปรียบเทียบภาพเหล่านี้กับเพลงและคำร้องที่เด็กนิยมร้องเล่น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Nursery Rhymes พร้อมทรงตั้งข้อสังเกตว่า บางเรื่องยังพอจดจำได้จากคำร้องที่ยังคงได้ยินกันอยู่ ขณะที่อีกหลายเรื่องเลือนหายไปจนยากจะระบุความหมาย

.

น่าเสียดายที่ภาพลายรดน้ำดั้งเดิมบริเวณเชิงบานหน้าต่างพระอุโบสถถูกทำลายไปในช่วงการบูรณะเมื่อประมาณ 30–40 ปีก่อน ภาพที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นภาพเขียนขึ้นใหม่โดยจำลองจากต้นแบบเดิม ซึ่งมีรายละเอียดหลายจุดแตกต่างจากภาพฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3

.

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินชมบานหน้าต่างภายในพระอุโบสถได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทางวัดกำหนดพื้นที่เข้าชมให้อยู่บริเวณหน้าพระประธาน

.

แม้ภาพดั้งเดิมจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว แต่เรื่องราวที่บันทึกผ่านภาพเหล่านี้ยังชวนให้เราย้อนมองชีวิตผู้คนในอดีต ตั้งแต่เพลงที่เด็กเคยร้อง นิทานที่ผู้ใหญ่เล่าสู่กันฟัง ไปจนถึงสุภาษิตที่ใช้สอนใจคนในสังคม

เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank