ย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์ชิงของจีน ยานัตถุ์ได้รับความนิยมอย่างมาก ถึงขั้นมีบันทึกว่าจักรพรรดิทรงสะสม ขวดยานัตถุ์ ที่ตกแต่งอย่างประณีตจำนวนมาก จนเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งของยานัตถุ์เลยทีเดียว
.
ส่วนในประเทศไทย แม้ยังไม่มีหลักฐานระบุที่มาอย่างแน่ชัด แต่มีบันทึกว่าในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชาวเปอร์เซียนำยาสูบลักษณะคล้ายยานัตถุ์เข้ามาเผยแพร่ และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย
.
“ยานัตถุ์” คืออะไร ?
ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 คำว่า “นัตถุ์” หมายถึง “จมูก” ส่วน “ยานัตถุ์” หมายถึง ผงยาละเอียดที่ปรุงจากใบยาสูบหรือสมุนไพรชนิดต่าง ๆ สำหรับนัด เป่า หรือสูดเข้าทางจมูก
.
ยานัตถุ์ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ยาสามัญประจำบ้าน ตามประกาศที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 แต่ต้องเป็นตำรับที่ไม่มีส่วนผสมของยาเสพติดให้โทษ ยาอันตราย หรือยาควบคุมพิเศษตามเกณฑ์ที่กำหนด
.
เขา “นัด” กันอย่างไร?
อุปกรณ์สำคัญคือ “กล้องยานัตถุ์” ซึ่งมีลักษณะคล้ายตัว U ปลายหนึ่งเล็กสำหรับสอดเข้ารูจมูก ส่วนอีกด้านใหญ่สำหรับรับผงยา
วิธีใช้แบบดั้งเดิมคือ เทผงยาปริมาณพอเหมาะลงบนมือ เกลี่ยให้กระจายไม่จับตัวเป็นก้อน จากนั้นใช้ด้านปลายใหญ่ของกล้องตักผงยา แล้วสอดปลายดังกล่าวเข้าทางปาก ขณะที่ปลายเล็กอยู่บริเวณรูจมูก ก่อนสูดหายใจเข้าอย่างช้า ๆ เพื่อให้ผงยาเข้าสู่ทางเดินหายใจ
.
“ยานัตถุ์” ใช้ทำอะไร?
ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณ ยานัตถุ์ถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น คัดจมูก หวัด ทำให้รู้สึกจมูกโล่งและหายใจสะดวก รวมถึงอาการปวดศีรษะ วิงเวียน หรืออาการที่เกี่ยวกับริดสีดวงจมูก โดยตำรับแต่ละชนิดอาจมีสรรพคุณและส่วนประกอบแตกต่างกัน
ความรู้ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ยานัตถุ์ แก้ฝี แก้หิด” แต่เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่ายานัตถุ์สามารถรักษาฝีหรือหิดได้จริง หากแต่เป็นเพียงคำคล้องจองที่ใช้เรียกต่อ ๆ กันมา
.
เบื้องหลังผงเล็ก ๆ คือสมุนไพรหลายชนิด ตำรับยานัตถุ์แบบดั้งเดิมอาจประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น ยาฉุน พิมเสน โกฐสอ โกฐหัวบัว
– โกฐเชียง อบเชย และปูนแดง โดยผู้ผลิตแต่ละรายอาจปรับสูตรให้แตกต่างกันตามตำรับและวัตถุประสงค์
– โกฐสอ มีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย และมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการต้านการอักเสบ รวมถึงถูกใช้ในตำรับยาสำหรับอาการหวัด คัดจมูก และริดสีดวงจมูก
– โกฐหัวบัว มีกลิ่นหอมฉุนและมีน้ำมันหอมระเหย นิยมใช้ในตำรับยาหอมและภูมิปัญญาไทยสำหรับขับลมและบรรเทาอาการปวดศีรษะที่เกี่ยวข้องกับ “ลมเบื้องสูง”
– โกฐเชียง หรือรากตังกุย มีกลิ่นหอมฉุน และเป็นสมุนไพรรสร้อนที่ใช้ในตำรับดั้งเดิมสำหรับอาการวิงเวียน ขับลม แก้หอบ และริดสีดวงจมูก
– อบเชย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และถูกใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรสำหรับอาการหวัด คัดจมูก และปวดศีรษะ
– พิมเสน ให้กลิ่นหอมเย็น นิยมใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ช่วยให้รู้สึกหายใจสะดวก และบรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด
– ยาฉุน หรือยาสูบ คือใบยาสูบที่นำมาปรุงเป็นส่วนหนึ่งของตำรับ ซึ่งในภูมิปัญญาดั้งเดิมมีการนำมาใช้ในตำรับสำหรับอาการบางอย่าง เช่น หอบ เป็นต้น
– ปูนแดง ที่ได้จากเปลือกหอยบดผสมขมิ้น ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่พบได้ในบางตำรับ
.
แต่ของโบราณก็ไม่ได้แปลว่าใช้ได้โดยไม่มีข้อควรระวัง
เพราะยานัตถุ์เป็น ผงยาที่สูดเข้าสู่โพรงจมูกโดยตรง การใช้ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือสำลักได้ โดยเฉพาะเมื่อส่วนประกอบของตำรับมีสมุนไพรรสร้อน หากมีอาการ จมูกบวม แดง เจ็บ หรือมีแผลในโพรงจมูก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด
.
การใช้เป็นเวลานานยังอาจทำให้มีผงยาสะสมในโพรงจมูก จึงควรดูแลความสะอาดและล้างจมูกด้วยน้ำเกลือตามความเหมาะสม ที่สำคัญ ก่อนเลือกซื้อ ควรตรวจสอบให้มี ฉลากยาและเลขทะเบียนตำรับยาอย่างชัดเจน รวมถึงเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยและอย่าลืมว่า ตำรับยานัตถุ์บางชนิดมีส่วนประกอบของ ยาสูบ จึงมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสารนิโคตินและการเสพติดได้
.
จากของใช้ที่เคยได้รับความนิยมในราชสำนักจีน สู่ตำรับยาที่เดินทางเข้ามาในสังคมไทย และถูกส่งต่อผ่านภูมิปัญญาสมุนไพรจากรุ่นสู่รุ่น
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

