“ARAYA” ถักฝันด้วยป่านศรนารายณ์ งานจักสานจากหัวใจ สู่ตลาดโลก

รู้หรือไม่ ? พืชที่ใคร ๆ มองข้ามอย่าง ป่านศรนารายณ์ 🌿 ที่ขึ้นตามรั้วบ้าน ถูกแปลงร่างกลายเป็นกระเป๋าดีไซน์เก๋ 👜 หมวกแฮนด์เมด 🧢 รองเท้าเปรี้ยว ๆ ที่ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังส่งออกไปไกลถึงญี่ปุ่น อเมริกา และเกาหลี

.

เรื่องราวของแบรนด์ “อารยา” ✨กลุ่มอาชีพสตรีจักสานจาก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นำโดย ‘ณัฐระวี เดื่อมขันธ์มณี’ ผู้สืบทอดภูมิปัญญาและจิตวิญญาณจากรุ่นแม่มากว่า 40 ปี ใช้ “ป่านศรนารายณ์ “ 🌿 เป็นวัตถุดิบหลักในการรังสรรค์สินค้ากว่า 100 แบบ เช่น กระเป๋า หมวก เข็มขัด และรองเท้า ที่ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังทน ใช้ได้นานหลายปี สีไม่ตก ซักได้ ไม่ขึ้นรา

.

ต้นกำเนิดของป่านศรนารายณ์นั้นอยู่ไกลถึงเม็กซิโก ทนแล้ง ทนแดด ☀️ และเมื่อโดนน้ำจะยิ่งเหนียวขึ้นอีก! 🪢 คนพื้นถิ่นแถบเพชรบุรีและประจวบฯ จึงนำมาฟั่นเกลียวทำเชือกผูกสมอเรือ ด้วยคุณสมบัติ เหนียวแน่น ไม่เปื่อยง่าย

.

ในปี พ.ศ. 2517 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 👑 ทรงมีพระราชกระแสให้กระทรวงอุตสาหกรรมส่งเจ้าหน้าที่มาสอนงานจักสานจากป่านศรนารายณ์แก่ชาวบ้านหุบกะพง ชะอำ 🌊 จึงเริ่มมีการนำเส้นใยพืชมาถักเป็นเปีย 🪢 แล้วนำไปย้อมสี ตากแดด เย็บขึ้นรูปอย่างประณีตจนกลายเป็นของใช้สุดเก๋

.

ณัฐระวีเล่าอย่างภูมิใจว่า ทุกใบถักด้วยมือ ฝีมือคนจริง ๆ ต้องอาศัยประสบการณ์ในการ “ถักเปีย” ให้แน่นกำลังดี แล้วเลือกสีมาวางลวดลายกันเอง จึงทำให้กระเป๋าทุกใบไม่ซ้ำกันเลย 👜

.

ใครว่างานจักสานจะเชย? 🤔 ที่นี่เขาออกแบบใหม่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันเทรนด์โลก มีดีไซเนอร์ชุมชนช่วยคิดรูปทรงและลายสมัยใหม่ จนได้รางวัล OTOP 5 ดาว ⭐️ ต่อเนื่องหลายปี และยังได้รางวัล KBO ระดับประเทศอีกด้วย

.

สินค้าของกลุ่ม “อารยา” มีตั้งแต่ราคาหลักสิบไปจนถึงหลักพัน (30–4,500 บาท) มีกำลังการผลิตกระเป๋าใบเล็กถึงเดือนละ 3,000 ใบ 👜 และกระเป๋าใบใหญ่ 500–1,000 ใบต่อเดือน 🧳 โดยส่งออกไปยังญี่ปุ่น จีน เกาหลี อเมริกา และสิงคโปร์ และมีแผนจะบุกตลาดยุโรปเร็ว ๆ นี้

.

💡 จากเดิมที่เป็นแค่อาชีพเสริม วันนี้การจักสานด้วยป่านศรนารายณ์กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวบ้าน 🏡 บางบ้านเริ่มมีเครื่องจักรมาช่วยดึงเส้นใย เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันตลาด สะท้อนให้เห็นถึงพลังของภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างถูกทาง ก็สามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม “ป่านศรนารายณ์อาจเป็นพืชที่คนมองข้าม แต่สำหรับเรา มันคือชีวิต ศิลปะ และอนาคตของชุมชน”