“จักสานหวายบ้านห้วยเกรียบ” จากป่าหวายสู่จักสานระดับ OTOP

ณ ริมถนนสายใหญ่ก่อนเข้าอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 🏡 มีชุมชนเล็ก ๆ ที่หัวใจเต้นตามจังหวะการจักสาน “บ้านห้วยเกรียบ” หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยชีวิตจาก ‘หวาย’ 🌿

.

ไม่ว่าจะเป็นตะกร้า 🧺 กระจาด เก้าอี้เอนนอน 🪑 หรือของที่ระลึกจิ๋วขนาดฝ่ามือ แค่ขับรถเลยแยกบางสะพานไปสัก 4 กิโลเมตร จะเห็นร้านวางเรียงรายแน่นขนัด ราวกับว่า ‘หวาย’ คือเส้นเลือดหลักของหมู่บ้านนี้

.

ย้อนกลับไปในอดีต ชาวบ้านห้วยเกรียบส่วนใหญ่ไม่ได้ถือกำเนิดที่นี่ พวกเขาคือผู้พลัดถิ่นจากจังหวัดนครศรีธรรมราช บ้างก็อพยพหนีน้ำจากแหลมตะลุมพุก 🌊 หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2505 โดยมีสมบัติติดตัวไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นคือ “ภูมิปัญญาการจักสาน” ซึ่งกลายเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่หล่อเลี้ยงรุ่นต่อรุ่น 🧺

.

บ้านห้วยเกรียบ 🏡 เมื่อครั้งอดีตเป็นป่าหวายหนาทึบ พื้นที่เต็มไปด้วยต้นหวายธรรมชาติ ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกขิง 🫚 ข้าวโพด 🌽 พริก 🌶️ กะหล่ำปลี และอื่น ๆ แต่เมื่อ “นายหวุ้น” บรรพบุรุษผู้มีฝีมือด้านการจักสาน ลองนำหวายมาทำ “บุ้งกี๋” ใช้ในครัวเรือน กลับพบว่าเป็นสิ่งที่น่าจะสร้างรายได้ นี่เองคือจุดเริ่มต้นของตำนานจักสานบ้านห้วยเกรียบ

.

แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อยุคพลาสติกมาถึง บุ้งกี๋หวายถูกแย่งตลาด จนยอดขายร่วงกราว 🧺 กลุ่มชาวบ้านไม่ยอมแพ้ ปี 2524 กลุ่มจักสานจึงถือกำเนิดขึ้น โดยเริ่มประดิษฐ์ “เข่ง” สำหรับใส่ผลผลิตทางการเกษตร และต่อยอดสู่ตะกร้า กระจาดที่มีลวดลายเฉพาะตัว ด้วยการผสม “หวายดำ” และ “หวายขาว” จนเป็นเอกลักษณ์ของห้วยเกรียบ ⭐️

.

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 2526 เมื่อ “นายจรูญ ทองมี” ครูผู้มีหัวใจพัฒนา แนะนำให้ไปพบสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางสะพาน เพื่อจัดตั้งกลุ่มอาชีพอย่างเป็นระบบมี “นายสว่าง หยูเอียด” เป็นหัวหน้ากลุ่ม และใช้ทุนส่วนตัวลุยเต็มกำลัง จนเกิดเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายขึ้นอย่างต่อเนื่อง

.

เวลาผ่านไป “หวาย” ในป่าลดลงตามความนิยมของสินค้า จนต้องปลูกหมุนเวียนในพื้นที่กว่า 200 ไร่ (แต่กว่าจะตัดได้ก็ต้องรอถึง 15 ปี) ยังไม่พอ ต้องนำเข้าหวายจากจังหวัดระนอง และแม้กระทั่งพม่า เช่น หวายขนุน หวายแว่น มาเสริมในงาน

.

“พี่ปอ” – จันทรัตน์ ยกเอียด เลขานุการกลุ่มจักสานบ้านห้วยเกรียบ เล่าว่า บางครั้งต้องใช้หวายถึง 3 – 5 ชนิดในหนึ่งชิ้นงาน เช่น หวายโครง หวายถัก ฯลฯ

.

ในปี 2553 เมื่อหวายขาดตลาด ก็ต้องหาวัสดุใหม่มาผสม ตั้งแต่ “ขนไก่” 🐓 จนมาจบที่ “ขนเม่น” 🦔ตอนแรกก็ขายไม่ออก ข้างถนนใบละ 200 บาท จนทุกวันนี้กลายเป็นของหายากราคาพุ่งถึง 3,000 บาทขึ้นไป 💸

.

กระจาดขนเม่น แต่ละใบใช้เวลาทำเป็นเดือน ต้องใช้ความประณีตและความอดทนสูง มือคนทำเต็มไปด้วยรอยหยาบกร้าน แต่มันคือเครื่องหมายของช่างฝีมือที่ภาคภูมิใจ