วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เดิมมีชื่อว่า วัดบรมสุข เป็นสถานที่ที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้วยความงามของสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นแหล่งรวมศิลปะจิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่าที่รังสรรค์โดย “ขรัวอินโข่ง” ศิลปินเอกในยุครัชกาลที่ 4 ผู้ซึ่งปฏิวัติการเขียนจิตรกรรมไทยในแนวทางใหม่
.
ภายในอุโบสถของวัดนี้ ประดับด้วยภาพจิตรกรรมที่เต็มไปด้วยปริศนาธรรม และแนวคิดที่หลีกจากกรอบการวาดแบบดั้งเดิม ซึ่งมักจำกัดอยู่เพียงเรื่องชาดกหรือพุทธประวัติ ขรัวอินโข่งใช้ภาพที่แฝงความหมายลึกซึ้ง เช่น ภาพเรือกำปั่นล่องข้ามห้วงวัฏสงสาร สื่อถึงการเดินทางของชีวิตที่ต้องผ่านการเวียนว่ายตายเกิด
.
ภาพที่เป็นไฮไลต์อย่าง ดอกบัวขนาดใหญ่ ซึ่งงดงามจนเคยถูกนำไปใช้ในแสตมป์ไทยชุดพิเศษ ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินได้อย่างชัดเจน
.
สิ่งที่ทำให้ผลงานของขรัวอินโข่งมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คือการผสมผสาน เทคนิคการวาดแบบตะวันตก เช่น การใช้แสง เงา และการสร้างมิติแบบเปอร์สเปกทีฟร่วมกับความอ่อนช้อยของศิลปะไทยแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ แนวคิดเกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบภาพแบบไม่ยึดหลักสมดุลของแกนกลาง ถือเป็นความแปลกใหม่ที่สะท้อนถึงอิสระทางความคิดและการแสดงออกของศิลปิน
.
จิตรกรรมเหล่านี้ยังสะท้อนความสนใจในวิทยาการตะวันตก ที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 4 ไม่ว่าจะเป็นภาพของรถไฟ ดาราศาสตร์ หรือ หอดูดาว
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังรุ่งเรืองในยุคนั้น โดยเฉพาะภาพที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์ เช่น การดูดาวหรือวงแหวนของดาวเสาร์
เป็นผลงานที่ไม่เพียงแค่สะท้อนความสนพระทัยของพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น แต่ยังบันทึกการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยในช่วงต้นของการรับอิทธิพลจากตะวันตก
.
ด้วยความงดงามและความลึกซึ้งทางความหมาย จิตรกรรมฝาผนังของวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร จึงถือเป็นมรดกสำคัญของศิลปะและวัฒนธรรมไทย ที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจและความทึ่งในฝีมือของขรัวอินโข่ง ผู้ที่เปลี่ยนแปลงวงการศิลปะไทยไปตลอดกาล

