เป็นเรื่องที่น่ายินดี และน่าใจหายในเวลาเดียวกันกับข่าวที่มีการเคาะผลสรุปเกี่ยวกับการบูรณะเปลี่ยนอาคารสำนักงานของบริษัท East Asiatic Company เดิม ให้กลายเป็นโรงแรมหรูในเครือ Nobu ไปเมื่อเดือนมิถุนายน วันนี้ #ที่โปรด จึงอยากจะมาพาเพื่อน ๆ มาย้อนรอยอดีตของสถานีการค้าแห่งนี้ที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสวยงาม และมีความเป็นยุโรปที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางตรอกริมน้ำของเขตบางรัก
East Asiatic Company และทิศทางอนาคต
บริษัท East Asiatic Company เป็นบริษัทค้าไม้สักสัญชาติเดนมาร์กของ ฮานส์ นีลส์ อันแดร์เซน กัปตันเรือชาวเดนมาร์กที่เดินทางมาทำการค้ากับสยามในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนที่จะได้เป็นกัปตันเรือส่วนพระองค์และได้จัดตั้งบริษัทการค้าส่งออกไม้สักร่วมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งขึ้นมาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับศุลกสถานและอาสนวิหารอัสสัมชัญ โดยฮานส์ นีลส์ อันแดร์เซนก็ได้เป็นผู้บริหารโรงแรมแมนดารินโอเรียลเต็ลที่อยู่ใกล้กันด้วยเช่นกัน
.
บริษัท East Asiatic Company ได้ตั้งสำนักงานอยู่ในอาคารหลังนี้จนถึงปี 2538 ก็ได้ย้ายไปตั้งสำนักงานที่ลุมพินีทาวน์เวอร์ และได้ขายอาคารที่ทำการริมน้ำแห่งนี้แก่คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี จนกระทั่งในปี 2566 ก็ได้มีแผนการพัฒนาตัวอาคารให้เป็นโรงแรมภายใต้การร่วมมือกันของบริษัท AWC และกลุ่มโรงแรมเครือ Nobu
.
ตึกงามในบางรัก
สำหรับอาคาร East Asiatic Company ถูกออกแบบโดย Annibale Rigotti สถาปนิกชาวอิตาเลียนในราชสำนักสยาม โดยออกแบบมาเป็นสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูเรอเนสซองส์ (Renaissance Revival) โดยสันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
.
ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นมาผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยจะมีสองอาคารด้วยกัน ส่วนอาคารแรกของ East Asiatic Company คือ ส่วนด้านหน้าที่มีขนาดกว้างกว่า ในขณะที่ส่วนที่สองจะมีลักษณะเป็นอาคารแนวยาว โดยทั้งส่วนนี้ถูกเชื่อมเอาไว้ด้วยสะพานสั้น ๆ ที่พาดผ่านถนนด้านล่างที่เป็นทางเดินเข้าไปยังอาสนวิหารอัสสัมชัญ
.
ในส่วน Façade หรือด้านหน้าของอาคารจะเห็นโครงสร้างเป็นอาคารสามชั้น โดยแต่ละชั้นจะมีเส้นคานหรือ Entablature โดยชั้นล่างสุดจะมีลักษณะคล้ายโถงหรือระเบียงทางเดินที่สามารถเดินไปรอบ ๆ ได้ แต่ก็ถูกปิดเอาไว้ด้วยป้ายโรงแรม โดยมุขด้านหน้าของอาคารจะยื่นออกมาจากตัวอาคารเล็กน้อย มีบันไดสองหัว เชื่อมจากพื้นด้านล่างสุดขึ้นไปข้างบนชั้นที่สองของอาคาร
.
ในชั้นที่สองจะมีหน้าต่างที่ขนาบข้างด้วยเสาแบนติดผนังหรือ Pilaster ที่รับฐานของวงโค้งที่รองรับคานแบ่งชั้นอีกทีหนึ่ง โดยในส่วนของหน้าต่างจะเป็น หน้าต่างสีเหลี่ยมผืนผ้าที่ประกอบกับหน้าต่างครึ่งวงกลมด้านบนที่เรียกว่า Lunette แบบ fanlight ซึ่งมีหน้าที่รับแสงให้เข้าไปในอาคารยามกลางวัน โดยหน้าต่างในชั้นที่สองจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าหน้าต่างในชั้นบนสุดซึ่งจะมีขนาดเล็กกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง
.
ที่พื้นที่ว่างบนวงโค้งระหว่างหน้าต่างในชั้นที่สองมีการทำปูนปั้นประดับลายเป็นรูปคาดูเซียส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเฮอร์เมส เทพแห่งการค้าในปกรณัมกรีก ที่กรอบด้านข้างของอาคารจะปรากฏเสาแบนติดผนังประกอบด้วย
.
ที่ส่วนประกอบด้านบนสุดในส่วนของหน้าบันหรือ Pediment จะเป็นครึ่งวงกลมเล็ก ๆ ซ้อนอยู่บนสี่เหลี่ยมตั้งอยู่บนกำแพง Parapet ที่รองรับด้วยคาน entablature ซึ่งติดชื่อของบริษัทเอาไว้ บนแผ่นสี่เหลี่ยมเหนือ parapet ประดับด้วยปูนปั้นรูปตราประจำบริษัทคือ ธงสีขาวมีรูปสมอเรือ ด้านบนสุดเป็นรูปคาดูเซียส
.
อาคาร East Asiatic Company ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามาเป็นเวลานาน จนกระทั่งในปี 2527 อาคารก็ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานโดยกรมศิลปากร และมีการซ่อมแซมครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2544
.
เผยอกายาสู่สายตาชาวเมือง
โดยปกติแล้วตัวอาคารไม่อนุญาตให้บุคคลเข้าไปด้านใน โดยครั้งแรกที่เปิดให้เข้าชมด้านในได้คือในปี 2561 ซึ่งเป็นปีแรกที่จัดงาน Bangkok Art Biennale ขึ้นมาโดยได้รับการสนับสนุนจากไทยเบฟซึ่งคุณเจริญ สิริวัฒนภักดีเป็นเจ้าของ ได้ให้อาคาร East Asiatic Company เป็นอีกหนึ่งสถานที่จัดแสดงผลงาน โดยมีผลงานของศิลปินมากมายเช่น อี บุล ศิลปินชาวเกาหลี กวิตา วัฒนะชยังกูร ศิลปินชาวไทย รวมไปถึงเอ็มกรีน แอนด์ แดรกเซท ศิลปินดูโอ้จากนอร์ดิก
ซึ่งผลงานของเขายังคงตั้งอยู่ด้านหน้าของอาคาร East Asiatic Company อยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่สำหรับภายในตัวอาคารนั้น เราไม่สามารถเข้าไปชมได้อีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น สถาปัตยกรรมภายนอกก็ยังดูสวยงามและมีมนต์ขลังจากกาลเวลาที่รอให้ทุกคนเข้าไปพิสูจน์ก่อนที่จะเกิดการปรับปรุงครั้งใหญ่ในอนาคต
.




#ที่โปรด#กรุงเทพ#ท่องเที่ยว#ตึกรามบ้านช่อง

