เนื้อจระเข้ จากเนื้อที่คนไทยไม่กินสู่โปรตีนทางเลือก

หลายคนอาจจะมีประสบการณ์ลิ้มลอง “เนื้อจระเข้” ที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับผู้เขียนจะรู้จักมักคุ้นกับร้านรถเข็นขายอาหารป่าอยู่ตรงท่าเตียน พร้อมกับมีกระโหลกจระเข้วางโชว์เอาไว้ ถ้าใครได้มีโอกาสไปแวะไหว้พระวัดโพธิ์ก็อยากจะให้ลองเดินไปแวะดู

.

คนไทยเราไม่ได้นิยมบริโภคจระเข้ แม้ว่าจะมีการล่าจระเข้กันจนประชากรจระเข้น้ำจืดในไทยเหลือน้อยในระดับใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤตตามอนุสัญญาไซเตสก็ตามที ใน แม่ครัวหัวป่าก์ ระบุว่าคนไทยไม่กินจระเข้ แต่ชาวญวนกับเขมรกินกันเป็นปกติ และนิยมกินเฉพาะส่วนบั้นหาง หรือบ้องตันนั่นเอง

.

สำหรับการบริโภคเนื้อจระเข้ในหมู่คนไทยนั้น ก็มีข้อสันนิษฐานกันว่าคงจะเริ่มได้รับความนิยมในสมัยที่มีการเพาะพันธุ์จระเข้ในเชิงอุตสาหกรรมราวต้นศตวรรษที่ 26 นี่เอง แต่ก็ยังคงเป็นเนื้อทางเลือกที่ผู้คนไม่ได้เลือกบริโภคอย่างแพร่หลายนัก

.

เป็นความเชื่อมาอย่างยาวนานว่าเนื้อจระเข้มีสรรพคุณเป็นสัตว์วัตถุในทางการแพทย์ และเชื่อว่ารักษาโรคหอบหืดได้ ซึ่งมีที่มาจากแพทย์แผนจีนที่ระบุว่ามีสรรพคุณบำรุงปอด ไต หัวใจ แต่ทั้งนี้ในตำราแพทย์แผนไทยกลับมีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป

.

แพทย์ไทยโบราณจะใช้ประโยชน์ของจระเข้ในทางยาอยู่ 3 ส่วน ก็คือจะใช้เฉพาะเขี้ยวจระเข้แก้ไข้พิษไข้กาฬ ฟันจระเข้แก้พิษหมาบ้ากัด และดีจระเข้แก้สตรีคลอดบุตรแล้วทำพิษให้จุกแน่น ขับน้ำคาวปลาและเลือดเสียทำพิษ

.

ในส่วนของเนื้อจระเข้ นับว่าเป็นอีกเนื้อที่มีโปรตีนสูง แคลอรีไม่เยอะ และไขมันต่ำ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งเนื้อทางเลือกที่น่าสนใจรับประทานสลับกับเนื้อชนิดอื่นในบางโอกาส