17 พฤษภาคม เป็นวันโทรคมนาคมและสังคมสารสนเทศโลก กิจการโทรคมนาคมของไทยเรานี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการเข้ามาของโทรเลข ก่อนที่ต่อมาจะกระจายสู่บริการอื่น ๆ และเปิดเสรีให้ประชาชนได้ใช้กันทั่วไปทั้งโทรศัพท์ วิทยุ และโทรทัศน์
คนไทยเรารู้จักโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2474 โดยกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินมีพระประสงค์ที่จะทรงจัดตั้งกิจการวิทยุโทรทัศน์ขึ้นมา แต่ต้องล้มเลิกไปเพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก่อนที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยมีจุดเริ่มต้นจากบทความเล็ก ๆ ของนักข่าวคนหนึ่งที่จุดประกายโทรทัศน์ไทยขึ้นมา
นักข่าวคนนั้นก็คือคุณ “สรรพสิริ วิรยศิริ”
.
❖ คนไทยนี้เก่ง
สรรพสิริ วิรยศิริ เกิดที่บ้านเชิงสะพานยศเสในอำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร เป็นบุตรชายคนเล็กของพระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิรยศิริ) ขุนนางคนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ดำรงตำแหน่งทางราชการมากมาย ตั้งแต่ช่างแผนที่ ไปจนถึงราชเลขานุการในพระองค์ กับนางนาฏผู้เป็นอนุภรรยา
สรรพสิริ เกิดมาในบ้านที่ในขณะนั้นเปิดอู่ ตลอดจนเติบโตมาย่านโบ๊เบ๊ที่เป็นบ้านของพ่อ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของเหล่านักข่าวและนักเขียน ซึ่งสรรพสิริก็ได้ปันใจและซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นมาด้วย
ตั้งแต่เด็กสรรพสิริมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคมซึ่งในอัตชีวประวัติส่วนตัวก็ระบุว่าเป็นปมจากการที่เป็นลูกอนุภรรยา ตลอดจนได้เรียนรู้จากพี่สาวซึ่งเคยเล่าเรื่องที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชปรารภกับพ่อว่าปรารถนาจะให้ทุกคนเป็น “คนไทยที่เก่ง” สรรพสิริจึงขยันเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์จนได้ทุนเล่าเรียนหลวง เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองพร้อม ๆ กับทำงานเป็นนักข่าวต่างประเทศที่กรมโฆษณาการ
❖ ชายผู้จุดประกายให้คนไทยรู้จักโทรทัศน์
ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังระอุ สรรพสิริ พร้อมด้วยภรรยาก็ได้รับทุนเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับวิทยุโทรทัศน์ไกลถึงสหรัฐอเมริกา พร้อมกับทำงานเป็นผู้ประกาศข่าววิทยุและเรียนถ่ายภาพอยู่ที่นิวยอร์ก โดยอาศัยอยู่ในย่านฟลัชชิ่ง ซึ่งเป็นย่านที่มีการส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ครั้งแรกของโลกด้วย
ในช่วงเวลาที่ยังอยู่ที่สหรัฐอเมริกานี้ สรรพสิริก็ได้เขียนบทความเรื่อง “วิทยุภาพ เผยแพร่ในไทย เพื่อแนะนำให้คนไทยได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “ทีวี” ซึ่งจอมพลป. ก็ได้อ่านและเกิดความคิดอยากที่จะตั้งกิจการวิทยุโทรทัศน์ขึ้นมา ทว่าส.ส.ในสภาก็ทัดทานเพราะมองว่าสิ้นเปลืองงบประมาณ
อย่างไรก็ดี เมื่อโทรทัศน์ได้เริ่มเผยแพร่ในไทยจากการทดลองส่งสัญญาณโดยบริษัท วิเชียรวิทยุและโทรภาพ จำกัด เผยแพร่ภาพการแสดงของวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ออกไป ให้ประชาชนและคณะรัฐมนตรีได้ดูโทรทัศน์เป็นครั้งแรก ก็เริ่มเกิดการรวมกลุ่มของข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ เป็นหุ้นส่วนลงทุนทำให้เกิดกิจการโทรทัศน์แห่งแรกของไทยขึ้นมาในชื่อ “บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด”
หลังจากที่สรรพสิริได้กลับมาจากสหรัฐอเมริกา ก็ได้ทำงานในแวดวงโทรทัศน์อยู่หลายครั้ง ทั้งทำการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ ตลอดจนทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายข่าวและการประกาศสถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. และเมื่อบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ได้เริ่มออกอากาศช่อง 4 บางขุนพรหม สรรพสิริก็ได้เข้ารับทั้งตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายข่าวและการประกาศ ตลอดจนหัวหน้าช่างภาพและแสงไปพร้อมกัน
ชีวิตของสรรพสิริ วนเวียนกับกิจการโทรทัศน์หลายช่อง ทั้งทำภาพยนตร์ หนังโฆษณา รายการโทรทัศน์ เป็นผู้สื่อข่าวช่วงสงครามเวียดนาม ร่วมก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ตลอดจนเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทไทยโทรทัศน์ และเป็นผู้อำนวยการข่าวช่อง 4 บางขุนพรหม ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่สรรพสิริได้ถ่ายทำข่าวช่วง 6 ตุลา 2519 จนเป็นเหตุให้ถูกปลดออกจากทุกตำแหน่งในบริษัทไทยโทรทัศน์ และถูกเบียดเบียนจนต้องหนีไปบวชก่อนที่จะสึกกลับมาใหม่ในสมัยรัฐบาลพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
❖ คนไทยที่เก่งที่ปรารถนาให้คนไทยนี้เก่ง
สรรพสิริถึงแก่กรรมในปี 2555 สิริอายุรวม 92 ปี นอกจากจะเป็นนักข่าวและนักเขียนผู้ตั้งมั่นในจริยธรรมนักข่าวที่ได้รับการเชิดชูเกียรติ และรางวัลมากมายแล้ว ในอีกมุมหนึ่ง สรรพสิริยังมีบทบาทในด้านการกุศลอยู่หลายด้าน
ด้วยความเชื่อที่ศรัทธาในความดีและอยากจะเป็น “คนไทยที่เก่ง” ดังที่เคยฟังคำบอกเล่าจากพี่สาวเมื่อวัยเยาว์ สรรพสิริจึงได้พยายามรณรงค์เผยแพร่เรื่องราวของ “คนไทยที่เก่ง” นี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ตั้งแต่การริเริ่มจัดตั้งโครงการเทิดพระเกียรติเจ้าดาราทอง ที่จัดขึ้นเพื่อให้ “พระองค์เจ้าพีระ” นักแข่งรถชาวไทยที่มีชื่อเสียง ตลอดจนรณรงค์ให้มีการสดุดี “โผน กิ่งเพชร” นักมวยแชมป์โลกคนแรกของไทย
การพยายามเชิดชู “คนไทยที่เก่ง” นี้เองที่ทำให้สรรพสิริได้ทำโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยให้กลายเป็นคนไทยที่เก่งได้ มีการเปิดพิพิธภัณฑ์อย่าง หอเกียรติภูมิรถไฟ ซึ่งได้ปิดทำการไปแล้ว ตลอดจนจัดตั้ง กศน.กลุ่มรถไฟจตุจักร หรือกศน.แขวงจอมพล มีการจัดสอนคอมพิวเตอร์ให้บุคคลทั่วไปแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย เพื่อส่งต่อและปลูกปั้นให้มีคนไทยที่เก่งมากขึ้นในสังคม

