กล่าวกันว่าคนเรามักถูกจดจำด้วยบทบาทใดบทบาทหนึ่งของชีวิต บางคนเป็นครู บางคนเป็นทหาร บางคนเป็นนักธุรกิจ หรือบางคนเป็นนักการเมือง แต่สำหรับ “เลื่อน พงษ์โสภณ” ชีวิตของเขาไม่ได้เป็นที่จดจำในบทบาทเดียว แต่เต็มไปด้วยฉากชีวิตที่แตกต่างกันไป
เขาเคยเป็นทหารอาสาในยุโรป เป็นช่างเครื่องและครูผู้ก่อตั้งโรงเรียนช่างกล เป็นนักแข่งมอเตอร์ไซค์และคนไทยคนแรกที่ขับรถไต่ถัง เป็นนักบินพลเรือนคนแรกของไทย เป็นนักประดิษฐ์ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงเป็นรัฐมนตรี ราวกับว่าหากทุกบทบาทเป็นบททดสอบ ชายผู้นี้ก็รักที่จะทำบททดสอบใหม่ ๆ เสมอ
.
❖ เลื่อน พงษ์โสภณ
“เลื่อน พงษ์โสภณ” เกิดและเติบโตในย่านสามยอด จังหวัดพระนคร ราวสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นบุตรชายในครอบครัวที่ประกอบกิจการโรงเลื่อยและค้าเครื่องเรือน ชีวิตท่ามกลางเครื่องยนต์และกลไกในโรงเลื่อย นับว่ามีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้เด็กชายเลื่อนสนใจและหลงใหลในเครื่องกลอยู่เรื่อยมา
นายเลื่อนเป็นคนที่ดื้อรั้น รักอิสระและชอบที่จะแตกต่าง แม้ว่าครอบครัวจะปรารถนาให้ลูกชายคนนี้เรียนกฎหมาย ทว่าเขากลับอยากเป็นทหาร เมื่อโตขึ้นก็ได้สมัครเข้าศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก ทว่ายังไม่ทันเรียนจบ สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็อุบัติขึ้น ซึ่งนายเลื่อนก็ได้ลาออกจากโรงเรียนนายร้อย และสมัครเป็นทหารอาสาไปยุโรป ในเหล่าทหารขนส่ง
หลังจากสงครามสงบ ทหารอาสาก็ได้รับการนับหน้าถือตา และมีโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือทุนการศึกษาซึ่งได้ส่งให้ทหารอาสาไปศึกษาด้านช่างกลที่ฝรั่งเศส นายเลื่อนได้รับทุนไปศึกษาอยู่ 3 ปี ก็สำเร็จการศึกษาหลักสูตรช่างยนต์และช่างเครื่องบินก่อนที่จะกลับมารับราชการในกองทัพและรับบทบาทเป็นครูทหารส่งต่อความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์
❖ หลายฉากหลากบทชีวิต
ทุนดังกล่าวเป็นสัญญาผูกมัดให้นายเลื่อนรับราชการอยู่ในกองทัพ ครั้นเมื่อครบสัญญา ใจที่รักอิสระก็ได้ออกจากกองทัพมาเปิดร้านซ่อมเครื่องยนต์ แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาว่าอยากที่จะให้ความรู้เรื่องช่างกลเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น จึงได้ก่อตั้ง “โรงเรียนช่างกลพงษ์โสภณ” ขึ้น
แม้ว่ากิจการในระยะแรกจะย่ำแย่เพราะสังคมไทยยังคงยึดติดกับค่านิยมการเป็นเสมียน นายเลื่อนจึงได้เปิดสอนแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย จนมีนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะเลิกกิจการไป
สำหรับคนที่หลงใหลในเครื่องยนต์อย่างนายเลื่อน แน่นอนว่าเขาเองก็ชื่นชอบในเรื่องของพาหนะต่าง ๆ ด้วย นั่นเองทำให้เขาเองก็มีบทบาทด้านกีฬาเป็นสิงห์นักบิดที่มีประวัติการแข่งรถมอเตอร์ไซค์จนคว้ารางวัลหลายครั้ง
อย่างไรก็ดี ความกล้าที่จะแตกต่างและอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็ได้พาเขาเข้าสู่วงการ “รถไต่ถัง” หลังจากที่ได้เห็นการแสดงผาดโผนของคณะรถไต่ถังจากฟิลิปปินส์ นายเลื่อนก็กลับมาสร้างถังเป็นของตัวเองและฝึกขับรถไต่ถังจนกลายเป็นคนไทยคนแรกที่สามารถขับรถไต่ถังได้ พร้อม ๆ กับได้รับฉายา “เลื่อนกระดูกเหล็ก”
❖ ปฐมบทนักบินพลเรือน
ในปี 2473 ชีวิตของนายเลื่อนก็ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้นายเลื่อนไปเรียนวิชาการบินที่อเมริกา ทำให้นายเลื่อนกลายเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับประกาศนียบัตรนักบินระดับการบินพาณิชย์ด้วย
ความรักอิสระ และกล้าแตกต่างก็ได้ขับเคลื่อนความซุกซนของนายเลื่อนอีกครั้งหนึ่ง จากนักขับรถมอเตอร์ไซค์ผาดโผน ก็ได้เปลี่ยนยานพาหนะเป็นเครื่องบิน ตระเวนแสดงเครื่องบินผาดโผนจนซื้อเครื่องบินเป็นของตนเองได้ เกิดเป็นเครื่องบินพลเรือนลำแรกของไทยในชื่อ “นางสาวสยาม”
อย่างไรก็ดี เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย การหางานนักบินในฐานะพลเรือนก็เป็นเรื่องยากยิ่ง ทั้งด้วยความที่นายเลื่อนยังไม่ได้รับความเชื่อใจมากพอที่จะรับเข้าทำงาน นี่เองที่ทำให้นายเลื่อนต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก อันนำมาสู่ภารกิจบินเดี่ยวไปเมืองจีนเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ซึ่งนายเลื่อนก็ได้รับการสนับสนุนและทำภารกิจดังกล่าวลุล่วงแม้จะพบอุปสรรคมากมายในระหว่างเดินทาง
ซึ่งความกล้าหาญในการบินเดี่ยวไปเมืองจีนนี้เองทำให้นายเลื่อนได้อีกหนึ่งฉายาว่า “ลินเบิร์กเมืองไทย” ตามชื่อของชาร์ล ลินเบิร์ก นักบินผู้สร้างประวัติศาสตร์บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยไม่หยุดพักได้เป็นคนแรก
หลังจากภารกิจการบินในครั้งนั้น นายเลื่อนก็ได้เดินทางมาทำงานอยู่ที่นครราชสีมา ซึ่งชีวิตในนครราชสีมาก็ได้พาให้นายเลื่อนเข้าสู่บทบาทใหม่ ๆ มากมาย
ทั้งในฐานะของนักประดิษฐ์ผู้คิดค้นรถสามล้อถีบ ตลอดจนบทบาทในฐานะนักการเมืองท้องถิ่น ก่อนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเป็นรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลของควง อภัยวงศ์ และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่หลายวาระด้วยกัน
❖ มรดกของชายผู้เป็นหลายอย่าง
เลื่อน พงษ์โสภณ ถึงแก่อนิจกรรมในปี 2519 ด้วยภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด สิริอายุรวม 80 ปี
เส้นทางชีวิตของนายเลื่อน ชี้ให้เห็นว่าชีวิตของเขาไม่เคยหยุดอยู่กับบทบาทใดบทบาทหนึ่ง ในสายตาของผู้คนแต่ละคนก็มองและจดจำเขาในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสืบเนื่องมาจากความรักอิสระของนายเลื่อนที่ไม่ยอมหยุดนิ่งเพื่อชื่นชมความสำเร็จของบทบาทใดบทบาทหนึ่งเพียงอย่างเดียว
แม้ว่าในปัจจุบันนี้ ชื่อของ “เลื่อน” อาจจะ “เลือน” ไปจากประวัติศาสตร์บ้าง แต่ร่องรอยของสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเป็นผู้ริเริ่ม ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในเมืองไทยยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน เป็นตัวอย่างของคนหลายบทบาทที่แต่ละบทบาทของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง

