พุ่มพวง ดวงจันทร์ ดวงจันทร์ที่จางแสง แต่ไม่เคยจางหาย

“เมื่อสุริยนย่ำสนธยา จะกลับบ้านนาตอนชื่อเสียงเรามี จะยากจะจนถึงอดจะทนเต็มที่ นักร้องบ้านนอกคนนี้จะกล่อมน้องพี่และแฟนเพลง”

.

เสียงร้องหวานใสจากเพลง “นักร้องบ้านนอก” ที่ดังออกมาจากวิทยุเครื่องเก่านี้ บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวบ้านนาคนหนึ่ง ที่เดินทางจากท้องไร่ท้องนามาสู่แสงไฟของเมืองกรุง เพลงนี้ไม่ใช่แค่เพลง แต่เป็นเรื่องราวชีวิตที่ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ได้บันทึกเอาไว้ด้วยเสียงของเธอเอง

.

❖ “ผึ้งผกผินบินลอยลิ่วเคว้ง เอาเสียงเพลงแลกเงิน”

.

“รำพึง จิตร์หาญ” หรือที่คนในบ้านเรียกกันติดปากว่า “ผึ้ง” ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ที่อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เธอเกิดมาในครอบครัวแรงงานที่ต้องย้ายถิ่นฐานไปตามฤดูกาล กระทั่งได้มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

.

ความยากลำบากบีบบังคับให้ผึ้งต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 และเติบโตมาโดยที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสืออย่างจริงจัง คำว่า “ความรู้น้อยนิด จึงต้องมาร้องเพลง” ที่ปรากฏในเพลง “ผึ้งน้อยจากนา” จึงเป็นภาพสะท้อนชีวิตของเธอที่ต้องใช้เสียงเพลงทำมาหากินแทน

.

ด้วยน้ำเสียงหวานใสเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตัวผึ้งมาตั้งแต่เกิด เธอจึงหัดร้องเพลงและเข้าประกวดตามงานต่าง ๆ ตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ ในชื่อ “น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย” ก่อนจะคว้ารางวัลชนะเลิศได้ในงานวัดที่จังหวัดกาญจนบุรีเมื่ออายุได้ 15 ปี

.

❖ “ไม่เด่นไม่ดังจะไม่หันหลังกลับไป”

.

เสียงของเด็กสาวจากท้องไร่ได้พาผึ้งให้ออกจากโลกของเวทีประกวด เข้าสู่วงการเพลงในฐานะหางเครื่องของไวพจน์ เพชรสุพรรณ ซึ่งได้ผลักดันเธอจนได้บันทึกเสียงภายใต้นามแฝง “น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ” กระทั่งครูมนต์ เมืองเหนือได้รับเธอเป็นลูกศิษย์ และตั้งชื่อใหม่ให้ว่า “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ชื่อที่จะผูกติดกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

.

แม้จะมีชื่อใหม่ในวงการ เส้นทางอาชีพของเธอก็ไม่ได้เรียบง่าย เธอเคยลองตั้งวงดนตรีของตัวเองถึงสองครั้ง แต่ล้มเหลว ก่อนหันมาเป็นนักร้องประจำวงของคนอื่น

.

แต่จุดพลิกผันของพุ่มพวงเกิดขึ้นในปี 2525 เมื่อเธอได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดบริษัทอโซน่า โปรโมชั่น และได้ร่วมงานกับครูลพ บุรีรัตน์ นักแต่งเพลงชื่อดังผู้เขียนเพลงให้กับเธอหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็น “สาวนาสั่งแฟน”, “นัดพบหน้าอำเภอ”, “กระแซะเข้ามาซิ”, “อื้อฮื้อ หล่อจัง” เพลงเหล่านั้นผู้ฟังเห็นภาพพุ่มพวงเป็นหญิงสาวในเพลงที่มีชีวิต ความฝัน และความรักของตัวเอง

.

❖ “พอเข้าในเมือง ชื่อข้าเฟื่องเลื่องลือ”

.

ในช่วงนี้เองที่เธอสร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ด้วยการเป็นนักร้องลูกทุ่งคนแรกที่นำวงดนตรีเปิดคอนเสิร์ตการกุศลหน้าพระพักตร์พระองค์เจ้าโสมสวลีที่โรงแรมดุสิตธานีในปี พ.ศ. 2529

.

เหตุการณ์นั้นสะท้อนให้เห็นว่าเพลงลูกทุ่งได้เดินทางเข้ามายังพื้นที่ใหม่ ๆ เพลงของเธอไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนจากต่างจังหวัดที่ระหกระเหินเดินทางเข้ามาในเมืองหลวง แต่ยังเข้าไปอยู่ในใจของคนเมืองหลวงด้วย

.

ไม่เพียงเท่านั้น เสียงของหญิงสาวจากสุพรรณบุรีได้ไปไกลเกินกว่าพรมแดนประเทศ ถึงแรงงานไทยและคนไกลบ้านในต่างแดน

.

❖ “ได้เกิดเป็นดาว ใช่จะเด่นอยู่นิรันดร์”

.

ในช่วงที่งานกำลังรุ่งโรจน์ที่สุด สุขภาพของพุ่มพวงกลับเริ่มทรุดลงเงียบ ๆ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2534 เธอป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และการตรวจพบภายหลังระบุว่าเธอเป็นโรค SLE หรือโรคลูปัส ซึ่งในยุคนั้นคนไทยแทบไม่รู้จักจึงได้ตั้งชื่อโรคนี้ว่า “โรคพุ่มพวง” ตามชื่อของเธอ

.

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 2534 ที่เพิ่งตรวจพบโรค พุ่มพวงก็ยังคงทำหน้าที่นักร้อง ออกเพลงต่อเนื่องเพื่อตอบรับแฟนเพลงที่ยังคงรอเพลงใหม่ ๆ ของเธออยู่เสมอ เธอพักรักษาตัวสลับไปมาระหว่างโรงพยาบาลศิริราชและที่จันทบุรี ก่อนจะย้ายมาพำนักที่บ้านพักของน้องสาว ที่พุทธมณฑลสาย 2 ช่วงวาระสุดท้าย

.

กระทั่งวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2535 พุ่มพวงได้ออกเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อเยี่ยมลูกชาย และระหว่างทางได้ตั้งใจแวะกราบพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก แต่ด้วยอาการที่ขณะนั้นก็ทรุดหนักมากแล้ว ทำให้ในระหว่างทางก่อนถึงตัวเมืองพิษณุโลก เธอเกิดอาการกำเริบหมดสติก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

.

และนั่นก็เป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเธอ

.

❖ “รักเธอ เสมอชีวี มิมีเปลี่ยนแปลง”

.

พุ่มพวง ดวงจันทร์ เสียชีวิตในคืนเดียวกับวันที่เธอถูกส่งโรงพยาบาล ร่างของเธอถูกนำกลับลงทำพิธีรดน้ำศพที่กรุงเทพ ก่อนจะเคลื่อนขบวนเดินทางไปยังวัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ

.

ในวันนั้นเป็นอีกหนึ่งวันที่มีแฟนเพลงจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมส่งเป็นครั้งสุดท้ายนับแสนคน ความยิ่งใหญ่ของงานศพครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่าพุ่มพวงไม่ได้เป็นแค่นักร้องในดวงใจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เธอเป็นของทุกคน

.

บทเพลงของพุ่มพวงเป็นเพลงที่สามารถพูดแทนใจใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนบ้านนอกที่ต้องดิ้นรนสู้ชีวิตเข้ามาในเมืองหลวง เพลงของพุ่มพวงหลายเพลงสร้างภาพของคนบ้านนอกให้เป็นคนที่เปี่ยมด้วยความหวัง ไม่ได้เศร้าสลดไร้ที่ไป แต่เป็นคนที่มีศักดิ์ศรี มีความฝัน และมุ่งมั่นที่จะไปถึงฝั่งฝันให้ได้ ความทรงจำร่วมของผู้ฟังที่มีต่อเพลงของเธอทำให้เธอเป็นที่รักของแฟนเพลงเรื่อยมา

.

นี่ก็เป็นเวลากว่า 34 ปีแล้วที่ “นักร้องบ้านนอกคนนี้” ได้หวนกลับคืนสู่บ้านนาที่เธอเคยจากมา อนุสรณ์ของเธอยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่วัดทับกระดาน และมีผู้คนเดินทางมาแวะเวียนไม่ขาดสาย บางคนมาเพื่อรำลึก บางคนมาเพื่อขอพร แม้ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” จะจางแสงจากไปแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้จางหายไปจากสังคมไทย เสียงของเธอยังคง “กล่อมน้องพี่และแฟนเพลง” อยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน…

.