จากลวดลายก้นหอยและก้านขดบนเครื่องปั้นดินเผาโบราณ สู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ใช้ได้จริง “เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง” จังหวัดอุดรธานี กำลังนำภูมิปัญญากว่า 5,000 ปี มาต่อยอดด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าชุมชนและก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
.
นายชาตรี ตะโจปะรัง หรือ “พ่อแหล่” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม เริ่มต้นจากอาชีพรับจ้างเพนต์ลายเครื่องปั้น ก่อนเปิดร้านและให้นักท่องเที่ยวทดลองปั้นด้วยตนเอง เมื่อเห็นความสนใจในภูมิปัญญาบ้านเชียง จึงก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนในปี 2547 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 20 คน ร่วมกันปั้น เขียนลาย ถ่ายทอดความรู้ และจำหน่ายสินค้า
.
ต่อมาในปี 2565 ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วิทยาเขตนครปฐม ในการพัฒนา “ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มปั้นหม้อเขียนสีบ้านเชียง” ให้เป็นพื้นที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาแก่ผู้สนใจ โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่
.
หัวใจของเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงอยู่ที่ “ดินดำบ้านเชียง” หรือดินเหนียวจากห้วยดินดำ ซึ่งมีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงและทนทานเป็นวัตถุดิบที่สืบทอดการใช้งานมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ผสานกับลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์อย่างลายก้นหอยและลายก้านขด จนเกิดเป็นงานหัตถกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน
.
ปัจจุบันช่างฝีมือไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่กับการผลิตภาชนะรูปแบบดั้งเดิม แต่ยังออกแบบเครื่องปั้นดินเผาให้ร่วมสมัยและใช้งานได้จริง ขณะเดียวกันก็พัฒนาของที่ระลึกขนาดเล็ก เช่น กำไลลูกปัด โดยถ่ายทอดรูปทรง สี และลวดลายจากต้นแบบโบราณ เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำกลับไปเป็นความทรงจำจากบ้านเชียงได้
.
เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในปี 2552 นับเป็นสินค้าอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดอุดรธานี และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของสินค้าไทยที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม
.
เสน่ห์ของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ไม่ได้อยู่แค่สินค้าที่จัดแสดง แต่ยังอยู่ที่ประสบการณ์ลงมือทำ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ตั้งแต่การปั้น การเผา ไปจนถึงการเขียนลายและลงสี พร้อมทำความเข้าใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านชิ้นงานจำลองที่ออกแบบให้ใกล้เคียงของจริง
.
ขณะเดียวกัน กลุ่มปั้นหม้อเขียนสียังนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากระบวนการผลิต ด้วยเตาเผาพลังงานลมทดแทนที่มีระบบหมุนเวียนความร้อนและควบคุมอุณหภูมิ พร้อมเทอร์โมมิเตอร์แสดงระดับความร้อน ช่วยลดเวลาเผาจากเดิม 8–9 ชั่วโมง เหลือเพียง 5 ชั่วโมง ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้นและลดอัตราการสูญเสียลงได้เกือบ 100% ตามข้อมูลของกลุ่ม เมื่อเทียบกับกระบวนการเดิมที่ควบคุมอุณหภูมิได้ยากและอาจสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
.
ศูนย์การเรียนรู้บ้านเชียง ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ความน่าสนใจคือ รสนิยมของผู้มาเยือนแตกต่างกัน คนไทยมักชื่นชอบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย สีสันโดดเด่น และใช้งานได้จริง ขณะที่ชาวต่างชาติบางส่วนสนใจสะสมชิ้นงานที่มีรูปลักษณ์เก่าแก่ ซึ่งบางชิ้นที่ผู้ผลิตเคยมองว่าไม่สมบูรณ์แบบกลับกลายเป็นของมีค่าสำหรับนักสะสม
.
จากดินท้องถิ่นสู่เครื่องปั้นดินเผาที่ได้รับการยอมรับในฐานะสินค้า GI บ้านเชียงกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อภูมิปัญญาดั้งเดิมเดินหน้าไปพร้อมกับนวัตกรรม มรดกจากอดีตก็สามารถสร้างคุณค่าและเติบโตไปกับชุมชนได้ในอนาคต
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank





