“ภู่กัน ของ สง่า มะยุระ” ตัวอักษรสีแดงบนด้ามจับสีครีมนวลของพู่กันหลากหลายเบอร์ เป็นอีกหนึ่งชื่อที่เหล่านักเรียนนักศึกษาหลายยุคคุ้นเคย และใช้ระบายสีลงบนกระดาษและผืนผ้าใบมานานนับสิบปี
.
แน่นอนว่าเมื่อครั้งยังเด็ก เราก็อาจจะจดจำชื่อ “สง่า มะยุระ” เพียงในฐานะของยี่ห้อพู่กันราคาถูก น้อยคนนักที่จะรู้จักกับเรื่องราวของเจ้าของชื่อนี้ ศิลปินจากต่างจังหวัด ที่เดินทางเข้ามายังเมืองหลวง และเติบโตเป็นศิลปินคนสำคัญที่ได้มีส่วนร่วมในการบูรณะจิตรกรรมรามเกียรติ์วัดพระแก้ว
.
แต่…อะไรที่ทำให้ศิลปินมากฝีมือผู้นี้ เลือกขายพู่กันราคาย่อมเยา แทนที่จะใช้ฝีมือสร้างภาพราคาแพง?
.
❖ สง่า มะยุระ
.
“สง่า มะยุระ” เกิดเมื่อปี 2452 มีพื้นเพเป็นชาวศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เรียนในโรงเรียนวัดธรรมดา ทว่าด้วยความรักและฝักใฝ่ในการวาดเขียน ในต่างจังหวัดที่ไม่ได้มีการตั้งโรงเรียนศิลปะโดยเฉพาะ สง่าก็จำต้องเดินทางไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูช่างคนต่าง ๆ ในท้องถิ่น
.
การเรียนศิลปะของสง่าและได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนมากมาย ทั้งครูศิลปะคนแรกอย่างอาจารย์อู๋ วัดมะนาว ตลอดจนผู้อุปการะคนสำคัญท่านปลัดหรุ่น ซึ่งได้เมตตาฝากฝังให้สง่าเดินทางลงมาเล่าเรียนอยู่ที่วัดสุวรรณาราม อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี
.
ช่วงเวลาที่สง่าใช้ชีวิตอยู่ในธนบุรีและพระนคร ได้พาเขาเข้าสู่วงการช่างเขียนอย่างเต็มตัว ได้เรียนรู้จากครูสอิ้งผ่านการเป็นลูกมือ ก่อนจะเข้าสมัครทำงานในร้านรับจ้างเขียนพานแว่นฟ้าและภาพตู้พระมาลัยของคุณผินย่านวัดมหาธาตุ และได้รู้จักหลวงเจนจิตยง ผู้เรียกให้ไปช่วยงานอยู่บ่อยครั้ง
.
❖ ศิลปินผู้ซ่อมจิตรกรรมวัดพระแก้ว
.
เมื่ออายุครบบวช สง่าได้อุปสมบทที่วัดสุวรรณาราม ธนบุรี จำพรรษาสองพรรษา ก่อนจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมคณะทำงานบูรณะจิตรกรรมรามเกียรติ์ที่วัดพระแก้วสมัยรัชกาลที่ 7 งานนี้เป็นงานใหญ่ เพราะเป็นการบูรณะเนื่องในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี เพื่อรักษามรดกของกรุงรัตนโกสินทร์เอาไว้
.
สง่าได้เข้าวาดภาพที่ใครหลายคนคุ้นตา นั่นก็คือภาพหนุมานอมพลับพลาจากตอนศึกไมยราพ ตลอดจนภาพตอนปล่อยม้าอุปการ ซึ่งมีทั้งภาพที่เขียนใหม่ และภาพเขียนซ่อม
.
ในภายหลัง สง่าก็ได้ถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยบูรณะจิตรกรรมวัดพระแก้วอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 9 โดยได้บูรณะภาพปล่อยม้าอุปการที่เคยวาดไว้ ซึ่งกระเทาะหลุดออกจนไม่เหลือเค้าเดิม กลายเป็นการวาดใหม่แทน
.
ในการซ่อมเมื่อครั้งรัชกาลที่ 9 นี้ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤตซึ่งถูกเรียกเข้ามาเป็นช่างรุ่นที่สอง ก็ได้กล่าวถึง “ลุงสง่า” เอาไว้ว่าเขาได้เห็นกรรมวิธีการทำงานอันประณีตที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ทั้งการล้างพู่กันอย่างพิถีพิถัน การร่างภาพด้วยดินสอแล้วระบายสีอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการใช้ทำสะพานรองมือเพื่อไม่ให้เหงื่อเลอะเส้นสีบนทอง เป็นต้น
.
ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นวิชาชีพของสง่า ที่ไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันศิลปะ แต่เรียนรู้ผ่านครูช่างโดยตรง ความรู้ของเขาไม่ได้อยู่ในตำรา แต่อยู่ในมือ ในสายตา และในประสบการณ์ที่เขาได้เรียนรู้มา
.
❖ ภู่กัน ของ สง่า มะยุระ
.
จุดเริ่มต้นของ “ราชาพู่กัน” เริ่มต้นในปี 2479 หลังจากที่สง่า ได้แต่งงานกับ อุไรศรี ผู้เป็นภรรยา ก็เกิดความนึกคิดขึ้นมาว่า ตนนั้นเป็นช่างเขียน ไม่ได้มีหนทางที่จะก้าวหน้าร่ำรวยไปมากกว่านี้ ถ้าวันหนึ่งแก่ตัวไปแล้วจะอยู่อย่างไร นี่เองที่ทำให้เกิด “ภู่กันของสง่ามะยุระ” ขึ้นมา
.
สง่าได้เริ่มจากการทำพู่กันเป็นจำนวนเล็ก ๆ ไปขายตามเพื่อนฝูงที่เป็นช่างเขียนด้วยกัน ซึ่งก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเป็นสินค้าไทย ราคาย่อมเยา ต่างไปจากสินค้าต่างประเทศราคาแพง ซึ่งพอได้รับผลตอบรับที่ดี จึงลงทุนเปิดโรงงานพู่กันแห่งแรกของไทยขึ้นมา
.
พู่กันของสง่าจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาหรูหราเหมือนสินค้านำเข้า แต่ทั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความสอดคล้องกับราคา ซึ่งสง่าได้พยายามสร้างพู่กันของเขาภายใต้ปรัชญาทางธุรกิจว่า “ขายพู่กันราคาไม่แพง”
.
ในยุคนั้นการเรียนรู้ศิลปะไม่ได้เรื่องง่ายสำหรับทุกคน ทั้งการเรียนรู้และอุปกรณ์ต่างมีต้นทุน ทว่าพู่กันของสง่า ได้เปิดโอกาสให้คนธรรมดา ๆ ที่อยากสร้างงานศิลปะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ศิลปะได้ง่ายขึ้น
.
กิจการของสง่าได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในปี 2486 เมื่อเขานำพู่กันชุดหนึ่งไปมอบแก่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งได้มอบเงินรางวัล 400 บาท พร้อมทั้งให้หน่วยงานราชการสนับสนุนซื้อพู่กันของสง่า ในฐานะที่เขาเป็นคนไทยคนแรกที่ริเริ่มผลิตพู่กันขึ้นในประเทศ สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมสินค้าไทยของรัฐบาลในยุคนั้น
.
❖ มากกว่าพู่กัน แต่คือศิลปกรรมที่เหลือเอาไว้ในโลก
.
นอกจากกิจการพู่กัน สง่ายังฝากผลงานด้านศิลปกรรมไว้ในหลายแห่ง ทั้งการออกแบบลวดลายตกแต่งหน้าบันและซุ้มประตูหน้าต่างให้พระอุโบสถวัดราชบูรณะ วัดสัตหีบ และวัดกอไผ่ พระนครศรีอยุธยา งานเหล่านี้เขารับทำด้วยศรัทธา ไม่รับค่าจ้าง และบางครั้งเมื่อวัดขาดแคลนทุนทรัพย์ เขายังร่วมทำบุญช่วยเหลืออีกด้วย
.
สง่า มะยุระ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2521 สิริรวมอายุ 69 ปี
.
พู่กันราคาย่อมเยาของเขาที่ผ่านมือของเด็กไทยหลายยุคหลายสมัย อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จุดประกายและทำให้ใครหลายคนเข้าถึงโลกของศิลปะได้ง่ายขึ้น ศิลปินผู้นี้จึงไม่ได้เพียงแค่ลงชื่อเอาไว้บนภาพวาด แต่ยังลงชื่อเอาไว้บนเครื่องมือที่ทำให้คนอื่นสร้างภาพของตนเองขึ้นมาได้
.
อ้างอิง:
อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายสง่า มะยุระ บ.ม. ณ วัดโสมนัสวิหาร วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๑
เสมียนนารี. สง่า มะยุระ ไม่ใช่แค่ยี่ห้อพู่กัน แต่คือช่างเขียนระดับครู ผู้ซ่อมจิตรกรรมวัดพระแก้ว. ศิลปวัฒนธรรม [Online]
จักรกฤษณ์ สิริริน. ‘สง่า มะยุระ’ พู่กันอมตะ Start-Up รุ่นแรกของไทย. The People [Online]

