“วิชัย ซอโสตถิกุล” จากเสื่อผืนหมอนใบสู่ “นันยาง” รองเท้าช้างดาว

รองเท้าแตะตราช้างดาว รองเท้าผ้าใบนันยาง สองผลิตภัณฑ์นี้น่าจะเป็นชื่อรองเท้าที่คุ้นหูคนไทยมากที่สุดอีกชื่อหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักเรียนชายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่หลายคนอาจจะเคยใช้รองเท้าผ้าใบนันยางเป็นหนึ่งในเครื่องแบบนักเรียนกันมา

นันยาง นับว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจเสื่อผืนหมอนใบที่สามารถก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย แต่กว่าที่นันยางจะเติบโตมาได้ถึงขนาดนี้ ก็ย่อมเริ่มมีที่มาจากรากฐานที่สำคัญ ซึ่งเกิดจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางมาอาศัยอยู่ในเมืองไทยอย่าง “วิชัย ซอโสตถิกุล”

.

❖ ซู ถิง ฟาง

วิชัย ซอโสตถิกุล มีนามเดิมว่า ซู ถิง ฟาง มีพื้นเพเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มชาวจีนที่มีความนิยมในการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาแสวงหาลู่ทางใหม่ในชีวิตที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิชัยเองก็ได้รับอิทธิพลทางความคิด และได้เห็นผู้คนจากบ้านเกิดเดินทางมาแสวงโชคในดินแดนทางใต้นี้ก็มากขึ้น พออายุได้ 15 ปี ก็ตัดสินใจที่เดินทางจากบ้านเกิด มาแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าในดินแดนอื่น

ในปี 2460 ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วิชัยได้เดินทางมาถึงดินแดนสยามในขณะนั้น และเริ่มต้นชีวิตเป็นลูกจ้างขายเหล็กในโรงงานเหล็กของคุณอาที่เคยเดินทางมาก่อนหน้า ชีวิตการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าขายนี้ก็ได้เป็นประสบการณ์พื้นฐานในวิชาชีพด้านธุรกิจ จนกระทั่งได้กลายเป็น “หลงจู๊” ทำงานเป็นผู้จัดการโรงไม้จินเส็ง ย่านวัดมหาพฤฒารามในปัจจุบัน

❖ จากรองเท้านำเข้า สู่รองเท้าของตนเอง

จากการเป็นผู้จัดการโรงไม้ วิชัยก็เริ่มหาลู่ทางใหม่ทางธุรกิจ นำมาสู่การเช่าอาคารบริเวณบนถนนตรีเพชร ตรงหัวโค้งเชิงสะพานพุทธเพื่อตั้งบริษัทเป็นของตัวเองในชื่อ “ฮั่วเซ่งจั่น” ทำธุรกิจประเภทซื้อมาขายไป ธุรกิจนี้ดำเนินไปได้ราว 13 ปี ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น พร้อม ๆ กับภาคธุรกิจที่ซบเซาลงจากภาวะสงคราม

อย่างไรก็ดี เมื่อสงครามสงบลง ธุรกิจของวิชัยก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว นำมาสู่การจัดตั้งบริษัทวัฒนสินพาณิชย์ที่มีสำนักงานอยู่ที่ตลาดน้อย ซึ่งจากธุรกิจซื้อมาขายไปก็เริ่มขยายจากในประเทศไปสู่การนำเข้าสินค้าจากนอกประเทศ โดยมีประเทศสิงคโปร์เป็นหนึ่งในคู่ค้าหลัก ซึ่งหนึ่งในสินค้าที่วิชัยนำเข้ามาก็คือรองเท้าผ้าใบยี่ห้อ “หนำเอี๊ย” ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายปีจึงเริ่มทำกำไรและกลายเป็นสินค้าสำคัญในระดับที่วิชัยเลือกที่จะหันมาทุ่มเทให้กับการขายรองเท้าเป็นหลัก และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ “นันยาง”

❖ นันยาง

นันยาง ชื่อนี้เป็นชื่อที่เปลี่ยนจากชื่อเดิมคือ หนำเอี๊ย ซึ่งเป็นคำแต้จิ๋ว ให้กลายเป็นคำจีนกลางว่า “หนานหยาง” ก่อนที่จะกลายมาเป็นนันยาง ซึ่งหมายถึงภูมิภาคหนานหยางหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง โดยวิชัยได้ตัดสินใจซื้อกิจการรวมถึงกรรมวิธีการผลิตจากสิงคโปร์ และยกเข้ามาไว้ในประเทศโดยตั้งโรงงานอยู่ที่ริมถนนเพชรเกษม และมีสำนักงานขายอยู่ที่สี่พระยา พร้อมจดทะเบียนการค้ายี่ห้อ “นันยาง ตราช้างดาว”

การตัดสินใจซื้อกิจการนี้ ส่วนหนึ่งก็มีที่มาจากการรณรงค์ให้ใช้สินค้าไทยในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามด้วย เหมือนกันกับกรณีของเสื้อตราห่านที่ใช้วิธีการซื้อกิจการที่เคยนำเข้าสินค้าเพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าสัญชาติไทยเหมือนกัน สินค้าของนันยางในช่วงแรกก็เป็นรองเท้าผ้าใบเหมือนอย่างที่เคยรับมาขาย โดยคุณวิชัยและภรรยาก็ช่วยกันควบคุมดูแลคุณภาพการผลิตกันเอง ก่อนที่จะแตกไลน์การผลิตกลายเป็นรองเท้าแตะตราช้างดาวที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี โดยใช้วัสดุจากยางพาราที่มีในไทย เป็นสินค้าไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ อีกชิ้นหนึ่ง

❖ มรดกจากรองเท้าพื้นเขียว

รองเท้านันยาง ได้มีการพัฒนาและผลิตรองเท้าเรื่อยมาอีกหลายรุ่น และส่งต่อกิจการให้แก่ทายาทเรื่อยมา เกิดการพัฒนาสินค้าเป็นรองเท้าผ้าใบพื้นเขียวของคุณเพียรศักดิ์ ซอโสตถิกุล ที่ได้พัฒนารองเท้าพื้นเขียวเพื่อตอบโจทย์นักกีฬาแบดมินตัน

รองเท้าพื้นเขียวนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ส่งออกจากวงการแบดมินตันไปสู่ผู้ใช้อื่น ๆ ทั้งนักเรียน พนักงานโรงงาน ไปจนถึงนักกีฬาอื่น ๆ ได้ด้วย สานต่อกิจการนันยางของคุณวิชัยให้กว้างไกลไปได้มากกว่าเดิม และเริ่มเกิด “กลุ่มซีคอน” ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจก่อสร้าง ศูนย์การค้า อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ไปจนถึงผงชูรส

จากเด็กหนุ่มวัย 15 ปีที่หอบเสื่อผืนหมอนใบ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ก่อร่างสร้างตัวจากลูกจ้างขายเหล็ก กลายเป็นเจ้าของธุรกิจรองเท้าที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 7 ทศวรรษ ก่อนที่เหล่าทายาทจะสานต่อจนเกิดเป็นกิจการต่าง ๆ ที่ครอบคลุมในหลายธุรกิจ จุดเริ่มต้นของคุณวิชัย นับว่าเป็นเรื่องราวของเสื่อผืนหมอนใบอีกคนหนึ่งที่สามารถเติบโตขึ้นมาได้จนกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนเรื่อยมา…