“ตะเกาเงินสุรินทร์” ต่างหูดอกรังหอก ความงามจากปลายลวดสู่ศิลป์พันปี

ต่างหูคู่เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนดอกไม้บานอยู่ข้างหู แท้จริงแล้วซ่อน “ภูมิปัญญา” และ “เรื่องราวข้ามพรมแดน” ไว้มากกว่าที่คิด

.

“ต่างหูดอกรังหอกปิดโบราณ” หนึ่งในงานหัตถศิลป์เครื่องเงินของช่างสุรินทร์ ที่โดดเด่นด้วยลวดลายละเอียดอ่อนราวกับดอกไม้จริง ถูกสร้างขึ้นจาก “เส้นลวดเงิน” ธรรมดา ๆ ที่ผ่านการตัด บีบ พับ และเชื่อมอย่างประณีต จนกลายเป็นรูปทรงดอกไม้ซ้อนชั้นงดงาม หัวต่างหูออกแบบเป็นดอกรังหอกปิดขนาดเล็ก ส่วนตัวระย้าด้านล่างเป็นดอกรังหอกขนาดใหญ่ ประดับตุ้งติ้ง 3 ขา เคลื่อนไหวไปตามจังหวะ เพิ่มเสน่ห์ให้ดูมีชีวิตชีวาในทุกมุมมอง

.

ในภาษาถิ่นเขมร เครื่องประดับลักษณะนี้เรียกว่า “ตะเกา” หรือ “ขจอน” ซึ่งเป็นงานที่ถอดแบบแรงบันดาลใจจากดอกไม้ในธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ดอกรังหอก” ที่มีลักษณะเป็นแฉกปลายแหลมล้อมวง คล้ายรัศมีของดวงอาทิตย์ ตรงกลางประดับเม็ดเงินกลมเล็กใหญ่เรียงรายอย่างมีจังหวะงดงาม และแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ “แบบปิด” และ “แบบเปิด”

.

เสน่ห์ของงานอยู่ที่ “เทคนิคดัดลวดเงินขึ้นลาย” กว่าจะได้ต่างหู 1 คู่ ไม่ใช่แค่ความสวย แต่คือความละเอียดระดับงานช่างชั้นครู ทุกขั้นตอนล้วนใช้มือและสายตาเป็นตัวควบคุม เริ่มจากการร่างลวดลายตามแบบที่ต้องการ ก่อนจะนำ เงินแท้ มาหลอมในเบ้าด้วยความร้อนสูง จนกลายเป็นเนื้อเงินบริสุทธิ์พร้อมขึ้นรูป จากนั้นช่างจะรีดเงินให้กลายเป็น “เส้นลวด” แล้วใช้ความร้อนช่วยดัด ตัด และจัดจังหวะเส้นลวดให้มีระยะห่างเท่ากันอย่างแม่นยำ ค่อย ๆ สร้างรูปทรงทีละชิ้น ก่อนจะนำมาเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ จนเกิดมิติแบบดอกไม้

.

อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญคือ “เม็ดไข่ปลา” เม็ดเงินกลมเล็ก ๆ ที่เห็นอยู่ตรงกลางและตามลวดลาย ซึ่งเกิดจากการลนไฟให้เส้นเงินขมวดตัวเป็นเม็ดกลม แล้วนำมาจัดวางบนโครงตะเกาอย่างประณีต

ความน่าสนใจคือเทคนิคโบราณในการยึดเม็ดเงินเหล่านี้ไม่ให้หลุดหาย ช่างจะใช้ทั้งรอยแตกของไม้ไผ่ เป็นตัวช่วยยึดและลูกเบง (พืชพื้นบ้าน) ฝนกับน้ำให้เกิดความเหนียว ใช้แทนกาวธรรมชาติ

เมื่อทุกองค์ประกอบพร้อม จึงนำมาเชื่อมรวมกันตามแบบ ก่อนจะนำไป ชุบทอง เพิ่มความงาม แล้วขัดแต่งผิวให้เรียบเนียน ปิดท้ายด้วยการติดตุ้งติ้งให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต

.

เบื้องหลังความงามนี้ ย้อนกลับไปกว่า 270 ปี เมื่อช่างฝีมือชาวเขมรอพยพจากกรุงพนมเปญมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือจังหวัดสุรินทร์ พวกเขานำวิชาช่างทองติดตัวมา ก่อนจะพัฒนาเป็นงานเครื่องเงินที่ยังคงความประณีตแบบเดิมไว้อย่างครบถ้วน

.

หนึ่งในผู้สืบทอดสำคัญคือ ครูป่วน ช่างผู้สร้าง “ตะเกาเงิน” ต้นแบบขึ้นถึง 13 ลวดลาย จากแรงบันดาลใจในธรรมชาติ ถ่ายทอดต่อให้ลูกหลาน เพื่อให้งานศิลป์แขนงนี้ยังคงมีลมหายใจ