ยามที่เดินผ่านไปวัดโพธิ์ เขตพระนคร ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง หลาย ๆ คนอาจจะพอสังเกตเห็นหอสูงใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมถนนสนามไชย ฝั่ง กรมการรักษาดินแดนกันมาบ้าง ซึ่งบริเวณนั้นจะมีหอใหญ่อยู่ 2 หอด้วยกัน โดยหอหนึ่งเป็นหอนาฬิกา และอีกหอหนึ่งเป็นหอกลอง ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการบอกเวลาในอดีตกันทั้งสิ้น
หอกลองในกรุงเทพฯ มีการริเริ่มจัดตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นหอกลอง 3 ชั้น มียอดหลังคา โดยหอกลองนั้นมีบทบาทมากกว่า การ บอกเวลา แต่ยังใช้ในการแจ้งเหตุต่าง ๆ ด้วย โดยหอกลองมีกลองอยู่ 3 ใบ ซึ่งเป็นกลองที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เรียงตามลำดับแต่ละชั้นคือ
ชั้นที่ 1 กลองย่ำพระสุรีย์ศรี ใช้ตีบอกเวลาย่ำรุ่งย่ำค่ำ มีขนาดใหญ่สุด หน้ากว้าง 82 เซนติเมตร
ชั้นที่ 2 กลองอัคคีพินาศ ใช้ตีบอกเหตุไฟไหม้ ซึ่งจะตีจนกว่า จะ ดับไฟได้ หน้ากว้าง 60 เซนติเมตร
ชั้น ที่ 3 กลองพิฆาตไพรี ใช้ตีเมื่อข้าศึกประชิดพระนคร หน้ากว้าง 44 เซนติเมตร
ภายในกลองแต่ละใบจะมีการเขียนยันต์เอาไว้ที่หนังกลองภายใน ซึ่งกลองเหล่านี้เป็นกลองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้เกิดการตั้งศาลเจ้าพ่อหอกลองขึ้นมา
ครั้นเมื่อเมืองขยายตัวขึ้นกว้างใหญ่ เสียงกลองเดิมก็ยากที่จะดังไปถึงผู้คน นั่นเองที่ทำให้บทบาทของหอกลองลดลงไปทุกขณะ จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการรื้อหอกลองลงเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ และได้ย้ายกลองไปที่พระบรมมหาราชวังก่อนที่ในสมัยรัชกาลที่ 7 จะทรงพระราชทานกลองทั้งสามไปไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
สำหรับในส่วนของ “หอกลองประจำเมือง” ของกรุงเทพมหานครที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ เป็นหอกลองที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในภายหลัง ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กันกับบริเวณเดิมที่สวนเจ้าเชตุ กรมการรักษาดินแดน โดยเป็นหอกลองที่ถูกสร้างขึ้นมาเนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ปี พ.ศ. 2525 ตามมติของคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการรับบริจาคกลองใบใหม่ ซึ่งเป็นกลองโบราณจากวัดประชาสัทธาราม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าของเดิม
การสร้างหอกลองประจำเมืองขึ้นมาใหม่เนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ได้เป็นเสมือนการคืนชีพของของเก่าแก่ในพระนครที่เคยสาบสูญไปในช่วงปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงเมือง ซึ่งในขณะเดียวกันก็ได้เป็นการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ที่เคยถูกเก็บไปให้กลับคืนชีพใหม่อีกครั้งหนึ่งให้ผู้คนได้รู้จัก
.
#สุดโปรด#ประวัติศาสตร์#หอกลอง#กรุงเทพ#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ
