ในยุคที่ยังไม่มีเตารีดไฟฟ้า คนโบราณใช้สิ่งที่เรียกว่า “อุดเตา”
หรือเตารีดถ่าน ทำด้วย เหล็กหรือทองเหลืองทั้งชิ้น หนักอึ้งกว่าที่เราใช้กันในปัจจุบันถึง 2–3 เท่า ![]()
![]()
.
เด็ก ๆ แทบยกไม่ไหว แต่ความหนักนี่แหละคือหัวใจสำคัญ เพราะช่วยกดผ้าให้เรียบตึงเพียงแค่ลากไปบนเนื้อผ้า
.
ดีไซน์สุดคลาสสิก ผนังเตาโค้งแหลมคล้ายหัวนก
และมีลายหยักฟันปลารอบขอบด้านบน สูงราว 3 นิ้ว
ช่องเหล่านี้ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด เพื่อระบายความร้อนจากถ่านก้อนกลม ๆ
ที่ใส่ไว้ข้างในให้สม่ำเสมอ
.
ก่อนรีดผ้า ผู้ใช้ต้องก่อไฟที่เตาอั้งโล่ จนถ่านแดงฉาน แล้วคีบใส่ “อุดเตา” ปิดฝาให้แน่น รอจนร้อนจัด จากนั้นจะนำมานาบบนใบตองที่พับซ้อนกัน
เพื่อให้เกิดความชื้นและลดความร้อนก่อนสัมผัสผ้าโดยตรง เมื่อรีดไปสักพัก ถ่านเริ่มมอด ผู้ใช้จะพัดขี้เถ้าออกด้วย “พัดเตา” ทำให้ไฟลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เรียกได้ว่าต้องใช้ทั้งทักษะและความชำนาญ ![]()
.
ถ่านที่ใช้ต่างจากถ่านหุงข้าวทั่วไป ถ่านรีดผ้าจะเป็นก้อนกลม ๆ แข็งแรง ไม่แตกกระเด็นง่าย และมีขี้เถ้าน้อย ทำจากไม้โกงกาง
ที่ขึ้นตามป่าชายเลน
คนสมัยก่อนจึงนิยมมากเพราะให้ความร้อนนานและสม่ำเสมอ
.
ในอดีต “อุดเตาทองเหลือง” ขนาดใหญ่ นิยมใช้ในร้านตัดเสื้อ
และร้านซักรีดในพระนคร เพราะสามารถรีดผ้าได้เรียบสนิทสวยงามภายใต้แรงกดที่มั่นคง ต่อมาจึงมี “อุดเตาเหล็ก” รุ่นเล็กลงและเบากว่า ใช้แพร่หลายในครัวเรือน ก่อนจะค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงเมื่อ เตารีดไฟฟ้า ถือกำเนิดขึ้น
.
ปัจจุบัน “อุดเตา” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องใช้ในบ้าน แต่ยังเป็น มรดกวัฒนธรรม ที่สะท้อนภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความพากเพียรของคนรุ่นก่อน
หลายชิ้นยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์ เพื่อเล่าเรื่องราวความทรงจำให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชม






