“ถึงสามเสนแจ้งความตามสําเหนียก
เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี
ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน”
บทกลอนข้างบนเป็นความตอนหนึ่งจากนิราศพระบาทของสุนทรภู่ ซึ่งบอกเล่าถึงเหตุการณ์ขณะที่ตัวสุนทรภู่ล่องเรือผ่านย่านสามเสนในปัจจุบันจึงได้กล่าวถึงเดิมที่ว่าในอดีตเรียกกันว่า สามแสน อันมาจากเรื่องเล่าการเกณฑ์คนกว่าสามแสนคนมาฉุดพระพุทธรูปที่ลอยน้ำนี้มาขึ้นฝั่ง สามเสนนับว่าเป็นอีกหนึ่งย่านเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานสืบมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ดังที่พอจะปรากฏให้เห็นถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่ยังคงหลงเหลือความเป็นอยุธยาดั้งเดิมสืบมาจนถึงปัจจุบัน อย่างเช่นที่วัดโบสถ์สามเสนแห่งนี้
วัดแห่งนี้เป็นวัดสมัยอยุธยา เรียกชื่อกันลำลองว่าวัดโบสถ์ซึ่งเป้นอีกหนึ่งชื่อที่ซ้ำมากเป็นอันดับต้น ๆ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นวัดร้างมาก่อน ตั้งอยู่ในย่านสามเสนจึงเป็นไปได้ว่าจริงแล้ววัดแห่งนี้อาจจะชื่อว่าวัดสามเสนก็เป็นไปได้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าร้างได้อย่างไร หรือร้างไปตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยได้รับการบูรณะมาหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และในสมัยรัชกาลที่ 5
พระอุโบสถนี้ มีทั้งพระอุโบสถหลังเก่าที่กลายมาเป็นวิหารและพระอุโบสถหลังใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลัง โดยพระอุโบสถหลังเก่ามีลักษณะอย่างงานช่างอยุธยาตอนปลายที่จะแอ่นเป็นท้องสำเภา และยังคงหลงเหลืองานจิตรกรรมฝาผนังจากสมัยอยุธยาอยู่ด้วย โดยมาการวาดภาพระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพจากเรื่องเวสสันดรชาดก ซึ่งในปัจจุบันนี้ภาพเหล่านั้นก็ได้หลุดร่อนหลายไปตามกาลเวลาเสียแล้ว
นอกจากนี้ภายในยังประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่อย่างหลวงพ่อสุขเกษม แต่ทั้งนี้หลวงพ่อสุขเกษมนั้นเป็นคนละองค์กับพระพุทธรูปที่เป็นที่มาของชื่อสามเสน โดยพระพุทธรูปที่ลอยน้ำมาองค์นั้น เชื่อว่าคือหลวงพ่อสามเสนที่ตั้งอยู๋ ณ สถานีตำรวจสามเสนนี่เอง แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องราวของหลวงพ่อสุขเกษมบางแหล่งก็บอกว่าเป็นพระพุทธรูปที่ลอยน้ำมาเหมือนกันก่อนที่จะชะลอขึ้นที่วัดโบสถ์แห่งนี้เนื่องจากว่าวัดโบสถ์ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีพระประธานด้วย
วัดโบสถ์สามเสนนับว่าเป็นอีกหนึ่งโบราณสถานเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งในย่าน แต่ด้วยกาลเวลาที่พ้นผ่านทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นของเก่าก็ชำรุดเสียหายไปตามกาลเวลา ทำให้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องมีการเฝ้าดูและได้รับการอนุรักษ์อย่างเต็มที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ร่องรอยและจุดขายสำคัญของวัดแห่งนี้ยังคงเป็นที่น่ามาแวะชมของเหล่าผู้รักประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมสืบต่อไป…






