เมื่อพูดถึงยานพาหนะของเจ้านายฝ่ายในระดับสมเด็จพระราชินี
หลายคนอาจนึกถึง “เสลี่ยง” ที่สง่างาม และแฝงความศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง
.
หนึ่งในนั้นคือ “สีวิกากาญจน์” ยานทองคำแสนวิจิตรที่ถูกสรรค์สร้างอย่างวิจิตรงดงามโดย สถาบันสิริกิติ์เพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลสำคัญของแผ่นดิน
.
คำว่า “สีวิกา” หมายถึง เสลี่ยงหรือคานหามที่ใช้เฉพาะในราชสำนัก สำหรับเจ้านายฝ่ายในผู้ทรงศักดิ์ระดับสูงสุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับ สมเด็จพระราชินี ซึ่งในอดีตถือเป็นยานพาหนะที่สงวนสิทธิ์สำหรับสตรีผู้เปี่ยมบารมี
.
สีวิกากาญจน์องค์นี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก สีวิกาพระราชพิธีที่ประดิษฐานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท แต่มีการยกระดับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่![]()
.
โดยเปลี่ยนจากโครงไม้ธรรมดา
เป็นทองคำแท้ผสมศิลป์ชั้นสูง ของช่างหลายแผนกในสถาบันสิริกิติ์ ไม่ว่าจะเป็น แผนกเครื่องเงิน-ทอง, การลงยา, การแกะสลักไม้ และการประดับปีกแมลงทับ
.
สีวิกากาญจน์สร้างด้วยองค์ประกอบที่ประณีตสุดสายตา เช่น
เครื่องบนเรือนกัญญา หลังคาลดชั้นพร้อมหน้าบันทองคำลงยาราชาวดี
รูปเทพลีลาศ เช่น พระพรหมทรงหงส์ และเทพถวายกร
ช่อฟ้า-รวยระกา แกะฉลุทองคำ ประดับปีกแมลงทับ
ผืนหลังคานอก ฉลุลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ก้านแย่ง ตัดกับพื้นสีเขียวอมฟ้าของปีกแมลงทับ
คานหาม เป็นไม้แกะลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ก้านแย่ง ฝังในห่วงขาสลักทองคำลงยา
พื้นภายใน สานด้วยเส้นเงิน ลายดอกไม้สี่กลีบแบบไทยประยุกต์
.
สีวิกากาญจน์ ไม่ได้เป็นแค่ผลงานศิลป์ หากแต่เกิดขึ้นเพื่อ เทิดพระเกียรติในสองวาระอันเป็นมหามงคล ได้แก่ ครบรอบ 60 ปีแห่งการครองราชสมบัติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2549) และในวาระ เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา (พ.ศ. 2550)![]()
.
สีวิกา คือสัญลักษณ์ของ “ความรัก ความภักดี และศิลปะ”
ที่หลอมรวมระหว่างราชสำนักกับภูมิปัญญาช่างไทย เป็นงานศิลป์ชั้นสูงที่แม้ไม่อาจเคลื่อนไหวเองได้ แต่กลับสื่อสารเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่และความงามเหนือกาลเวลาได้อย่างชัดเจน

