ลอมพอก เครื่องศิราภรณ์ดั้งเดิมของชาวสยาม ได้รับการพัฒนาอย่างประณีตจนกลายเป็น ”พระชฎา” ![]()
ศิราภรณ์โลหะอันสง่างาม
.
ซึ่งคำว่า ‘ชฎา’ นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า ชัฎ ที่หมายถึง รกหรือยุ่ง อันสะท้อนถึงการเกล้าผมของฤษีที่เรียกว่า ‘ชฎิล‘ ก่อนที่จะได้รับการปรับแต่งให้มีเกี้ยวประดับ และกลายเป็นเครื่องประดับสูงศักดิ์สำหรับพระมหากษัตริย์และเจ้านายฝ่ายหน้า-ฝ่ายในมาตั้งแต่โบราณ ![]()
.
พระชฎามีรูปลักษณ์คล้ายมงกุฎ
แต่ประดับประดาด้วยศิลปะแบบไทยแท้ ประกอบด้วยลวดลายรักร้อย กระจัง และดอกไม้ไหวงดงาม ที่ข้างพระกรรณ (หู) ประดับด้วย พระกรรเจียก หรือ จอนหู มีสายรัดใต้พระหนุเป็นเกี้ยวเรียงซ้อนสามชั้น ซึ่งแต่ละองค์ของพระชฎามีความแตกต่างกัน โดยสังเกตได้จาก ยอดและพระยี่ก่า (ขนนกการะเวก) ทำให้มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน
.
หนึ่งในพระชฎาที่มีความสำคัญคือ “พระชฎาเดินหน” ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้นจากทองคำลงยาราชาวดี ประดับด้วยอัญมณีนพรัตน์ อันเป็นของสูงค่า โดดเด่นด้วยเกี้ยวสองชั้น และ ใบสนที่เป็นพุ่มใบเทศ เสริมความงดงามของเครื่องศิราภรณ์นี้
.
จุดเด่นของ พระชฎาเดินหน คือ ยอดแบน และ ปลายสะบัดไปทางด้านหลัง มีการจำหลักเป็นกลีบ ปลายมนช้อยเชิดขึ้นอย่างอ่อนช้อย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงพระชฎาเดินหนในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นเครื่องหมายแห่งพระราชอำนาจอันยิ่งใหญ่
.
พระชฎาเดินหน เป็นเครื่องราชศิราภรณ์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ![]()
โดยมีมาลาและเกี้ยว เป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนยอดนั้นแม้จะดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความวิจิตรวิจารณ์ ลวดลายที่ละเอียดอ่อน แสดงถึงฝีมือของช่างหลวงที่สร้างสรรค์ด้วยทองคำลงยาประดับเพชร ![]()
.
อีกทั้งยังมี สาแหรกแปด ยึดให้มาลากับเกี้ยวแน่นหนา พร้อมใบสนและกรรเจียกจรที่ช่วยเสริมความสง่างามให้แก่พระชฎาองค์นี้
.
ด้วยความสำคัญของพระชฎาเดินหน ในบางโอกาสจึงมีการพระราชทานให้แก่เจ้านายบางพระองค์ทรงได้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความสูงศักดิ์ของราชสำนักไทย

