ขนมตาล คนในอดีตทำให้ฟูได้อย่างไร?

ต้นตาลนับว่าเป็นอีกหนึ่งพืชที่คนในสุวรรณภูมิหยิบมาใช้ประโยชน์กันอย่างเนิ่นนาน และมีความผูกพันกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องวัฒนธรรมการกินที่คนไทยเราหยิบหลาย ๆ ส่วนมาใช้ ทั้งน้ำตาล ไปจนถึงเนื้อตาลที่หยิบมาทำขนมได้

.

ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าการนำเนื้อตาลมาทำเป็นขนมเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน แต่ด้วยความผูกพันของคนกับตาล ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นขนมเก่าอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ใหม่ไปกว่าสมัยอยุธยา เพราะมีหลักฐานชื่อ “บ้านขนมตาล” ในคำให้การขุนหลวงหาวัด

.

การทำขนมตาล มีลักษณะธรรมชาติข้อหนึ่งที่น่าสนใจก็คือความฟูที่ในอดีตนั้นคนไทยเราก็คงไม่ได้รู้จักมักคุ้นที่จะใช้ยีสต์สังเคราะห์เป็นแน่ ความฟูของขนมตาลจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากยีสต์ธรรมชาติที่เกิดจากการหมักเนื้อตาลนั่นเอง

.

การทำขนมตาลในอดีต มีขั้นตอนและระยะเวลาของมัน โดยจะใช้ลูกตาลสุกจากต้นตาลตัวเมีย นิยมเป็นตาลไข่หรือตาลหม้อ นำลูกมาล้างให้สะอาดก่อนปอกเอาเนื้อสีเหลืองข้างในไปยีกับน้ำ กรองด้วยผ้าขาวบางใส่ถุงผ้าดิบแล้วนำไปแขวนไว้ ให้น้ำหยดลงไปเรื่อย วิธีการเช่นนี้เรียกว่าการเกรอะ ซึ่งดูคล้ายกับการหมักให้เกิดยีสต์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ขนมตาลฟูนั่นเอง

.

เนื้อตาลจะถูกนำไปผสมกับเนื้อแป้งที่ทำเอาไว้ในกะทิ พักเอาไว้พอได้ที่ก็จะนำไปใส่ไปเทลงใบไม้หรือกระทงที่ทำเอาไว้นึ่งจนสุก เกิดเป็นขนมตาลตามแบบวิธีการเดิม ส่วนวิธีการทำขนมตาลแบบสมัยใหม่นั้น อาจจะใช้ยีสต์ฟูแทนการเกรอะกันแบบเก่า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำจากการทิ้งข้ามคืนมาเป็นทำในวันเดียวเสร็จ เป็นต้น

.

ในปัจจุบันนี้ ขนมตาลนับว่าเป็นอีกหนึ่งขนมไทยรุ่นเก่าที่หลายคนอาจจะนึกถึงเป็นชื่อแรก ๆ และยังคงพบเห็นการทำขายอยู่มากมายหลายภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของขนมตาลกับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

.

เรียบเรียงโดยเพจสุดโปรด by Bangkok Bank