“สักยันต์” ทำไมต้องมีข้อห้าม? เปิดความเชื่อเบื้องหลังรอยสักไทยโบราณ

ทำไมคนในอดีตจึงยอมให้เหล็กแหลมแทงลงบนผิวหนัง เพื่อให้เกิดเป็นลวดลายและอักขระ ?

.

สำหรับ “การสักยันต์” รอยที่ปรากฏบนร่างกายไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องความสวยงาม แต่ผูกโยงเข้ากับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์และการคุ้มครอง โดยเชื่อว่ายันต์แต่ละลวดลายมีคุณแตกต่างกัน ทั้งด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปลอดภัย และคงกระพันชาตรี

.

ผู้ที่รับการสักจึงไม่ได้เพียงเลือกลวดลายที่ชอบ แต่ยังต้องปฏิบัติตามข้อห้ามของแต่ละสำนัก เช่น ห้ามด่าบิดามารดา ห้ามลบหลู่ครูอาจารย์ และต้องรักษาข้อปฏิบัติที่ครูกำหนด

.

“สัก” และ “ยันต์” ต่างกันอย่างไร ?

คำว่า “สัก” หมายถึงการใช้เหล็กแหลมจุ่มหมึกหรือน้ำมัน แล้วแทงลงบนผิวหนังให้เกิดเป็นอักขระ เครื่องหมาย หรือลวดลาย หากใช้หมึกเรียกว่า “สักหมึก” ส่วนการใช้น้ำมันเรียกว่า “สักน้ำมัน”

ส่วน “ยันต์” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึงตารางหรือลายเส้นที่เป็นตัวเลข อักขระ หรือรูปภาพ ซึ่งเขียน สัก หรือแกะสลักลงบนวัสดุต่าง ๆ เช่น ผ้า ผิวหนัง ไม้ หรือโลหะ โดยถือว่าเป็นของขลัง เช่น ยันต์ตรีนิสิงเห และยันต์พระเจ้า ๕ พระองค์

เมื่อ “การสัก” มาบรรจบกับ “ยันต์” รอยบนผิวหนังจึงไม่ได้เป็นเพียงลวดลาย แต่กลายเป็น สัญลักษณ์แห่งความเชื่อและศรัทธา

.

จากอุษาคเนย์ สู่ตำนาน “รอยสักจากอิทธิฤทธิ์พระพุทธเจ้า”

การสักเป็นประเพณีที่แพร่หลายในดินแดนอุษาคเนย์มาแต่โบราณ โดยเฉพาะกลุ่มชนทางตอนเหนือของประเทศไทยขึ้นไป ทั้งบริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง รวมถึงรัฐฉานในเมียนมา และสิบสองปันนา–สิบสองจุไทในจีน

ลวดลายและตำแหน่งการสักก็แตกต่างกันไปตามกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กลุ่มที่คนไทยเรียกว่า “ลาวพุงดำ” มีธรรมเนียมสักเกือบทั่วร่างกาย บางคนสักตั้งแต่ลำตัวลงไปจนเหลือเพียงบริเวณหน้าผาก ขณะที่ “ลาวพุงขาว” นิยมสักตั้งแต่หัวเข่าขึ้นไปถึงต้นขา แต่ไม่สักบริเวณเอวหรือหน้าท้อง

นอกจากนั้น ประเพณีการสักยังพบในกลุ่มชาวไทบริเวณสิบสองปันนาและสิบสองจุไทด้วย และมี ตำนานหนึ่งที่อธิบายที่มาของการสักว่าเกี่ยวข้องกับอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า

.

ตามเรื่องเล่าที่พระอริยานุวัตร อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม ถ่ายทอดไว้ หลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน บรรดาหัวเมืองต่าง ๆ พากันเดินทางมาแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ จนเกือบเกิดสงครามแต่โฑณพราหมณ์ ผู้ทำหน้าที่แจกจ่ายพระบรมสารีริกธาตุ สามารถไกล่เกลี่ยให้ทุกเมืองแบ่งปันกันและแยกย้ายกลับไป

.

ต่อมา กษัตริย์จากเมืองยูนนานและหนองแส ซึ่งอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท เดินทางมาขอพระบรมสารีริกธาตุ แต่ได้รับคำตอบว่าไม่เหลือแล้ว สิ่งที่ยังมีอยู่คือ เถ้าถ่าน

กษัตริย์เหล่านั้นจึงนำเถ้าถ่านกลับไปยังบ้านเมืองของตน และอธิษฐานขอเป็นสิริมงคล ตามตำนานเล่าว่า พระอังคารจากเถ้าถ่านได้แทรกซึมเข้าสู่เนื้อ และร่างกายด้วยอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า ทำให้ผู้คนมีความเชื่อเรื่องความคงกระพัน มีกำลัง และมีพละกำลังเหนือมนุษย์

.

เรื่องเล่านี้ถูกนำมาอธิบายว่าเป็นหนึ่งในที่มาของธรรมเนียมการสักในกลุ่มชาวไทและกลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนเหนือ ทั้งไทยใหญ่ ไทยลื้อ ไทยเขิน และกลุ่มอื่น ๆ จนพัฒนาเป็น อักขระ เวทมนตร์ คาถา และยันต์ ที่สักลงบนร่างกาย

.

น่าสนใจว่า ตำนานนี้ไม่ได้เพียงอธิบาย “ที่มา” ของการสัก แต่ยังสะท้อนการ ผสานความเชื่อท้องถิ่นเข้ากับพระพุทธศาสนาเพราะเดิมการสักอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องพลังอำนาจและความคงกระพัน แต่เมื่ออธิบายว่าพลังนั้นเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธองค์ ความเชื่อเรื่องรอยสักจึงสามารถดำรงอยู่ร่วมกับพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน

.

ร่องรอยการสักในสังคมไทย

การสักในประเทศไทยมีการสืบทอดมาแต่โบราณ แม้หลักฐานเกี่ยวกับ “การสักยันต์” โดยตรงจะยังมีไม่มากนัก แต่พบการกล่าวถึงการสักและความเชื่อในวรรณคดี เช่น “ขุนช้างขุนแผน”

นอกจากนี้ ยังมีข้อสันนิษฐานว่าการทำเครื่องหมายบนร่างกายอาจมีมาตั้งแต่ สมัยอยุธยาตอนต้น ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยมีการทำตำหนิที่ข้อมือคนในบังคับเพื่อใช้ในการทะเบียนและรวบรวมสถิติชาย

.

แล้วสักยันต์เพื่ออะไร?

เมื่อการสักถูกผูกเข้ากับความเชื่อทางไสยศาสตร์ จุดประสงค์สำคัญมักแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง

– เมตตามหานิยม : เชื่อว่าช่วยเสริมเสน่ห์ ความนิยมชมชอบ และทำให้ผู้คนเกิดความเมตตาเอ็นดู

– คงกระพันชาตรี : เชื่อว่าเป็นเครื่องคุ้มครองร่างกาย ช่วยให้แคล้วคลาดจากอันตรายและมีความอยู่ยงคงกระพัน

แต่ละสำนักจึงมีลวดลาย อักขระ คาถา พิธีกรรม และข้อปฏิบัติแตกต่างกันไป

ท้ายที่สุด “สักยันต์” จึงไม่ได้เป็นเพียงรอยหมึกบนผิวหนัง แต่เป็นจุดบรรจบของศิลปะ ความเชื่อ พิธีกรรม และศรัทธา

เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank