คำพูน บุญทวี จากผู้คุมเรือนจำลูกอีสาน สู่รางวัลซีไรต์แรกของไทย

“ลูกอีสานเราขับขานผ่านหนังสือ

อ่านลายมือสื่อลายไม้เขียนลายข้น

เลือดต่อเลือดลูกต่อลูกผูกลายคน

ลูกอีสานคือลายทนคือลายธรรม”

บทกลอนสั้น ๆ ของไพวรินทร์ ขาวงาม ที่เขียนเอาไว้ในวันที่ 13 กันยายน 2549 นี้ เป็นดั่งคำสดุดีถึงวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรต์เรื่องแรกของคนไทย ภาพของคนอีสานที่ถ่ายทอดโดยคนอีสานเองอย่าง “คำพูน บุญทวี” นี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งวรรณกรรมชิ้นเอกของไทยที่สะท้อนภาพชีวิตและสังคมของคนอีสาน ตลอดจนกลายเป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านด้วย

.

แต่กว่าที่ “ลูกอีสาน” คนนี้จะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ชีวิตของเขาก็ผ่านเรื่องราวมามากมายเหลือเกิน

.

❖ คำพูน บุญทวี

.

คำพูน บุญทวี เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2471 ที่บ้านทรายมูล จังหวัดอุบลราชธานี หรือก็คือตำบลทรายมูล จังหวัดยโสธรในปัจจุบัน เป็น “ลูกอีสาน” ที่เติบโตขึ้นมาดินแดนที่ห่างไกลจากความสะดวกสบายของเมืองใหญ่ ซึ่งความยากลำบากของการเป็นลูกอีสานนี้ก็ได้หล่อหลอมทัศนะของคำพูนในหลายด้าน

.

การศึกษาในระดับชั้นมัธยมก็ได้ทำให้คำพูนสั่งสมความรู้ ตลอดจนปลูกฝังความเป็นคนรักการอ่านเรื่อยมาด้วย ความผูกพันระหว่างคำพูนกับหนังสือนี้เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบนถนนนักเขียนของเขาด้วย

.

หลังสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา คำพูนก็ตัดสินใจที่จะเดินทางเข้ามายังกรุงเทพ ตามกระแสการเดินทางของลูกอีสานจำนวนมากที่พลัดถิ่นมาแสวงหาโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า คำพูนทำตั้งแต่งานกุลีแบกหาม เป็นพ่อค้า เป็นคนขับสามล้อ ไปพร้อมกับอ่านหนังสือสอบจนได้มีโอกาสเดินทางไปสอบที่ภาคใต้ และได้เป็นครูประชาบาลที่จังหวัดสตูล ก่อนที่ลาออกมาทำงานเป็นผู้คุมเรือนจำที่พัทลุงแทน

.

❖ จากเรือนจำสู่ถนนนักเขียน

.

เรือนจำเป็นโลกแห่งความเวทนาที่นักโทษส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ความรุนแรงของผู้คุมที่มีต่อนักโทษก็มีจนดูเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยหัวใจของคนที่เป็นครู ทำให้คำพูนดูแลนักโทษด้วยความเป็นมิตร และนักโทษหลาย ๆ คนก็รักเขา

.

คำพูนทำงานในเรือนจำมาเนิ่นนาน มีเงินพอใช้บ้างในครอบครัว กระทั่งชีวิตเริ่มเข้าสู่วิกฤตทางการเงิน เมื่อภรรยาของเขาป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ด้วยความรักคำพูนก็จำต้องกู้หนี้ยืมสินมารักษาภรรยา อีกทั้งยังต้องเลี้ยงปากท้องของลูก ๆ หลายคน ความเครียดเหล่านี้ทำให้เขาได้ใช้เวลาว่างไปกันการนั่งอยู่ในห้องสมุด กระทั่งได้อ่านงานเขียนของ “มนัส จรรยงค์” นักเขียนคนโปรดของเขา ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากที่จะลองเขียนหนังสือขึ้นมา

.

ชีวิตในเรือนจำกลายเป็นวัตถุดิบงานเขียนชั้นดี เรื่องที่เขียนถูกส่งไปยังนิตยสารฟ้าเมืองไทยของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งก็ได้รับการตีพิมพ์และค่าต้นฉบับ เงินเล็ก ๆ นี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้คุมเรือนจำลูกอีสานผู้นี้ ตัดสินใจที่ก้าวมาเดินบนถนนนักเขียน และกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญของวงการหนังสือของไทยเรื่อยมา

.

❖ “ลูกอีสาน” กับปฐมบทซีไรต์ของไทย

.

คำพูนเป็นคนมีทุนทางความคิด มีวัตถุดิบในการเล่าเรื่องมากมาย ซึ่งอาจินต์ก็เห็นความสามารถตรงนี้ และคอยสนับสนุนงานของคำพูนเรื่อยมา ในช่วงแรกงานเขียนของคำพูนก็วนเวียนอยู่กับเรื่องคุกหลายเรื่องจนถูกเตือนหลายครั้ง จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาเป็นนักเขียนเต็มตัว

.

สำหรับงานชิ้นเอกของคำพูนอย่าง “ลูกอีสาน” นี้ เล่ากันว่าเกิดขึ้นจากการที่คำพูนเริ่มประสบภาวะตัน เขียนไม่ออก อาจินต์จึงแนะนำให้คำพูนเอาเรื่องราวประสบการณ์ความเป็นคนอีสานของตนมาเขียนดูซึ่งเป็นแนวทางที่ยังไม่มีใครเขียนในช่วงเวลาดังกล่าว

.

“ลูกอีสาน” ฉายภาพชีวิตชาวอีสานในยุคราวปี พ.ศ. 2480 ผ่านสายตาของ “คูน” เด็กชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นชนบทที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งกันดาร แต่ในสายตาของเด็กน้อย ความยากลำบากเหล่านั้นกลับกลายเป็นการผจญภัยที่สนุกสนาน ซึ่งคำพูนได้สอดแทรกเรื่องราววิถีชีวิต ภาษา และภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์ตรงของคำพูนเอง

.

ลูกอีสานตีพิมพ์เป็นตอนต่อเนื่องลงในนิตยสารฟ้าเมืองไทย และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เมื่อรวมเล่มออกมาก็ได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2519 ด้วย และ 3 ปีต่อมา นวนิยายเรื่องนี้ก็ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ เป็นเรื่องแรกของไทย และถูกแปลเป็นหลายภาษา กลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา และผูกพันกับใครหลาย ๆ คน

.

อย่างไรก็ดี ชีวิตของคำพูนก็ไม่ได้สวยหรูไปตลอดหลังจากที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ชีวิตของเขายังคงต้องพบเจอกับอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งการที่นิตยสารฟ้าเมืองไทยปิดตัวลง ทำให้ขาดพื้นที่ตีพิมพ์ที่มั่นคง ตลอดจนมีข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ในบั้นปลายชีวิต ซึ่งคำพูนก็สู้จนสามารถเอาชนะมาได้

.

❖ ชายผู้เป็นความภูมิใจของอีสาน

.

หลังจากที่ชนะคดีลิขสิทธิ์ลูกอีสานได้ไม่นานนัก คำพูนก็ถึงแก่กรรมจากภาวะหัวใจล้มเหลวหลังการผ่าตัด สิริอายุรวม 75 ปี

.

ตลอดชีวิตของลูกอีสานคนนี้ได้รับการยกย่องและกล่าวถึงมากมาย คำพูนเป็นทั้งนักเขียนซีไรต์ เป็นทั้งศิลปินแห่งชาติปี 2544 ตลอดจนเป็นอมรศิลปินมรดกอีสานปี 2557 ผลงานของเขาหลายเรื่องก็ยังคงเป็นที่รู้จักมากมายไม่ว่าจะเป็น “นายฮ้อยทมิฬ” หรือ “ผจญภัยทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่หยิบยกเอาประสบการณ์ชีวิตบ้าน ๆ ในท้องถิ่นออกมาถ่ายทอดเป็นตัวอักษร เรียงร้อยเป็นนวนิยาย

.

คำพูนเคยกล่าวถึงตัวเองไว้ว่า ชีวิตของเขาเปรียบเสมือนพระเจ้าสั่งให้มาเกิดบนแผ่นดินอีสาน และสั่งให้เดินเข้าสู่ถนนนักเขียน ชีวิตของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าประสบการณ์จากความยากแค้น ไม่ว่าจะเป็นการถีบสามล้อ การเป็นผู้คุม หรือการเป็นหนี้ สามารถแปรเป็นวัตถุดิบทางวรรณกรรมที่ยั่งยืนได้ ชีวิตของ “ลูกอีสาน” คนนี้จึงไม่ต่างจากงานเขียนของเขาเลย คือเรื่องราวของคนธรรมดาที่ไม่ยอมแพ้ และเลือกจะเป็นเสียงของผู้คนที่โลกมักมองข้ามจนวาระสุดท้ายของชีวิต