“กลองมโหระทึก” เสียงศักดิ์สิทธิ์ที่ก้องมาจากอารยธรรม

หากเสียงหนึ่งสามารถพาเราย้อนเวลากลับไปสู่อารยธรรมโบราณได้ เสียงนั้นอาจเป็นเสียงของ “กลองมโหระทึก” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “กลองกบ” กลองโลหะสัมฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิง หากแต่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อพิธีกรรม และ ความเชื่อของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานับพันปี

.

ต้นกำเนิดของกลองมโหระทึก สันนิษฐานว่าสืบเนื่องจาก วัฒนธรรมดงเซิน ในดินแดนเวียดนามตอนเหนือ อารยธรรมยุคสัมฤทธิ์ที่รุ่งเรืองจากความรู้ในการผสมทองแดงกับดีบุก จนเกิดโลหะที่แข็งแรงพอจะหล่อเป็นทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ และกลองศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะแพร่กระจายอิทธิพลทางวัฒนธรรมลงสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงดินแดนไทย

.

กลองมโหระทึกมีลักษณะเป็นกลองตั้ง ขนาดตั้งแต่กลางจนถึงใหญ่ หน้ากลองทำจากโลหะสัมฤทธิ์ ประดับลวดลายซับซ้อนที่ไม่ใช่เพียงความงาม แต่คือ ภาษาแห่งจักรวาล กลางหน้ากลองมักเป็น ดวงอาทิตย์ รายล้อมด้วยวงโคจรของดวงดาว ฝูงนก หรือขบวนผู้คน สะท้อนความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ที่เฝ้ามองท้องฟ้า เรียนรู้ฤดูกาล การเพาะปลูก และความสัมพันธ์ระหว่างฟ้า ดิน และชีวิต

.

เอกลักษณ์ที่ทำให้กลองชนิดนี้ถูกเรียกว่า “กลองกบ” คือ รูปกบ 4 ตัว ที่มุมหน้ากลอง กบไม่ใช่เพียงสัตว์ธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของฝน ความชุ่มชื้น และความอุดมสมบูรณ์

จึงไม่น่าแปลกที่กลองมโหระทึกจะถูกใช้ใน พิธีขอฝน พิธีกรรมความอุดมสมบูรณ์ และการบอกสัญญาณสำคัญของชุมชน รวมถึงการประกาศการปรากฏตัวของชนชั้นปกครอง

.

ในวัฒนธรรมไทย กลองมโหระทึกปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัย ต่อเนื่องถึงอยุธยา และเด่นชัดในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยถูกยกสถานะเป็น เครื่องประโคมเฉพาะพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จออกมหาสมาคม พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีถวายน้ำสงฆ์พระบรมศพ หรือการเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต ซึ่งบริเวณบันไดพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยังตั้งกลองมโหระทึกไว้เป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอิสริยยศ

.

แม้บทบาทจะเปลี่ยนจากพิธีขอฝนของชุมชนโบราณ สู่เครื่องประกอบพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์

แต่หัวใจของกลองมโหระทึกยังคงเดิม คือ เสียงที่เชื่อมมนุษย์กับฟ้า ธรรมชาติ และความอุดมสมบูรณ์ของชีวิต