หากพูดถึงฉากกั้นห้อง หลายคนอาจนึกถึงเครื่องเรือนที่มีไว้แบ่งพื้นที่หรือบังสายตา แต่สำหรับ “ลับแลลายกำมะลอ” บานนี้ กลับมีเรื่องราวมากกว่าที่เห็น
.
เพราะบนพื้นผิวที่ตกแต่งอย่างประณีต ไม่ได้มีเพียงลวดลายงดงาม หากยังบอกเล่าเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” ผ่านฝีมือช่างไทยที่ผสานศิลปะและการเล่าเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน
.
ลับแล คือเครื่องกั้นที่ใช้บังสายตาหรือแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน ทว่าความพิเศษของลับแลบานนี้อยู่ที่งานตกแต่ง 2 ประการ ซึ่งทำให้เครื่องเรือนธรรมดากลายเป็นงานศิลป์ที่ชวนให้หยุดมอง
.
ความโดดเด่นประการแรก คือเทคนิค “ลายกำมะลอ” ที่ไม่ได้อาศัยเพียงการปิดทองคำเปลว แต่ยังใช้สีฝุ่นผสมกับน้ำรักระบายลงบนพื้นผิว เพื่อสร้างลวดลายหลากสีอย่างประณีต
.
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงสันนิษฐานว่า เทคนิคการเขียนลักษณะนี้อาจได้รับอิทธิพลจากช่างจีนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ก่อนที่ช่างไทยจะนำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับงานศิลปกรรมของตนเอง โดยเทคนิคดังกล่าวยังพบในงานตกแต่งตู้พระธรรมและหีบพระธรรมอีกด้วย
.
สิ่งที่ทำให้ลับแลบานนี้แตกต่างจากงานจิตรกรรมไทยที่พบเห็นทั่วไป คือเรื่องราวที่เลือกนำมาถ่ายทอด เพราะแทนที่จะเป็นภาพรามเกียรติ์ ชาดก หรือพุทธประวัติ กลับเป็นเรื่องราวจากวรรณคดี “อิเหนา” นิทานจากชวาที่แพร่เข้าสู่ราชสำนักไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนสำนวนที่รู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
.
ลับแลบานนี้เปรียบเสมือนหนังสือภาพที่เปิดอ่านได้ทั้งสองด้าน ด้านหน้าเขียนภาพตอน “สียะตราเผยม่าน” ส่วนด้านหลังถ่ายทอดเหตุการณ์ต่อเนื่องหลายตอน ตั้งแต่บุษบาเล่นธาร ตัดดอกลำเจียกให้นางยุบลค่อม อิเหนาฉายกริช บุษบาเสี่ยงเทียน ไปจนถึงตอนฤาษีสังปะลิเหงะให้พรแก่อิเหนาและบุษบา
.
รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ลับแลไม่ได้เป็นเพียงฉากกั้นที่แบ่งพื้นที่ภายในห้อง แต่ยังเป็นพื้นที่บันทึกวรรณคดี ถ่ายทอดตัวละครและเหตุการณ์ผ่านลายเส้น สีสัน และฝีมือช่างที่ต้องอาศัยทั้งความประณีตและความเข้าใจในเรื่องราว
.
บางครั้ง สิ่งของที่เราเห็นว่าเป็นเพียงเครื่องใช้ อาจซ่อนเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมไว้อย่างคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับลับแลลายกำมะลอบานนี้ที่เปลี่ยนบานกั้นสายตาให้กลายเป็นงานศิลป์ซึ่งชวนให้เราย้อนสำรวจทั้งภูมิปัญญาช่างไทยและเสน่ห์ของวรรณคดีไทยไปพร้อมกัน
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

