“มะโย่ง” ตำนานการแสดง 400 ปีแห่งมลายู

หากย้อนกลับไปกว่า 400 ปี ในดินแดนภาคใต้เคยมีศิลปะการแสดงชนิดหนึ่งที่ผสมทั้ง การร่ายรำ การละคร ดนตรี การขับร้อง พิธีกรรม และความเชื่อ เข้าไว้ด้วยกัน

.

ศิลปะนั้นคือ “มะโย่ง” หรือ “เมาะโย่ง” การแสดงพื้นบ้านของชาวไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายมลายู ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างมากในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

.

มีข้อมูลว่าการแสดงมะโย่งเคยปรากฏอยู่ใน วังรายาปัตตานี มาไม่ต่ำกว่า 400 ปี ก่อนแพร่หลายออกสู่ชุมชนในพื้นที่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา

.

ลักษณะการร่ายรำมีความคล้ายคลึงกับ โนรา แต่มีเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมมลายูผสมอยู่ ทั้งภาษา บทเพลง ดนตรี เรื่องเล่า และพิธีกรรม

.

ในอดีตมะโย่งไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้ในโอกาสที่เกี่ยวข้องกับ การแก้บนและการสะเดาะเคราะห์ทำให้การแสดงมีความสัมพันธ์กับความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

.

เรื่องราวของมะโย่งน่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อพบว่า ศิลปะการแสดงรูปแบบนี้ ยังปรากฏในพื้นที่อื่นของโลกมลายู ทั้ง รัฐกลันตัน ตรังกานู เคดาห์ และปะลิส ประเทศมาเลเซีย รวมถึงหมู่เกาะรีเยา ประเทศอินโดนีเซีย

.

จึงอาจมองได้ว่ามะโย่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแสดงที่เชื่อมโยงผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน และในปี ค.ศ. 2005 ยูเนสโกได้ประกาศรับรอง “มะโย่ง” ในฐานะหนึ่งในศิลปะชั้นเอกด้านมุขปาฐะและมรดกที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยอ้างอิงมะโย่งของรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

.

ก่อนเรื่องราวจะดำเนินขึ้น มะโย่งจะเริ่มด้วย พิธีเบิกโรง ผู้แสดงและนักดนตรีจะนั่งล้อมกันเป็นวงกลม ขณะที่ดนตรีบรรเลงโหมโรง ก่อนที่ตัวพระ ตัวนาง และพี่เลี้ยงจะออกมานั่งเรียงเป็นครึ่งวงกลม หันหน้าเข้าหาคนซอ พร้อมขับร้องและร่ายรำไปรอบเวที

.

จากนั้นตัวละครจะกลับไปนั่งรอบทของตนเอง เหลือเพียงตัว “มะโย่ง” ที่ออกมาแนะนำตัวละครและเรื่องราวให้ผู้ชมรู้จัก เมื่อถึงจังหวะสำคัญ ตัวมะโย่งจะเรียก ตัวตลกหรือเสนา ออกมาสร้างสีสันผ่านบทเจรจาและถ้อยคำขบขัน ก่อนพาเรื่องดำเนินต่อไปจนจบ

.

รูปแบบการแสดงจึงไม่ได้มีเพียง “การรำ” แต่เป็นการเล่าเรื่องผ่าน ร่างกาย เสียงเพลง บทสนทนา และดนตรี ไปพร้อมกัน อีกหนึ่งลักษณะที่น่าสนใจของมะโย่งในอดีตคือ ผู้แสดงส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ขณะที่บทตัวตลกมักแสดงโดยผู้ชาย รายละเอียดเหล่านี้ทำให้มะโย่งไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานทางศิลปะ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการแสดง และบทบาทของผู้คนในสังคมชายแดนใต้ในช่วงเวลานั้นด้วย

.

ครั้งหนึ่งมะโย่งเคยเป็นการแสดงพื้นบ้านที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในพื้นที่ และมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้รู้ ผู้แสดง และนักดนตรีที่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของมะโย่งได้ค่อย ๆ ลดจำนวนลง ทำให้การแสดงที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต กลายเป็นศิลปะที่หาดูได้ยากขึ้นทุกที

.

ปัจจุบันจึงเกิดความพยายามฟื้นฟูและสืบทอดมะโย่งในประเทศไทย เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ศึกษา ค้นคว้า และนำองค์ความรู้มาฝึกปฏิบัติจริง

.

เพราะการรักษามะโย่งเอาไว้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาท่ารำหรือบทเพลง แต่คือการรักษา เรื่องราวของผู้คน ความเชื่อ และประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชายแดนใต้ ที่ถูกส่งต่อมายาวนานหลายร้อยปี

เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank