ช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่กระแสเจลาโตอัลตราสมูทเต็มไปหมด แม้ว่าคนไทยเราในปัจจุบันจะหยิบเอาชื่อเจลาโตมาเรียกไอศกรีมหรูหราราคาแพง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วในภาษาอิตาลีจะไอศกรีมแบบไหนก็เรียกเจลาโตหมดก็ตาม
.
ชาวยุโรปรู้จักกับวิธีการทำไอศกรีมเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 16 แต่ทั้งนี้ก็มีการระบุถึงอิทธิพลที่มาของวิธีการทำไอศกรีมที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ยกเครดิตให้กับมาร์โค โปโลเป็นหลัก แต่ทั้งนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าในอิตาลีอาจจะรับอิทธิพลมาจากแขกมัวร์ เหมือนกันกับกรณีของเส้นพาสต้าก็เป็นไปได้
.
ในเรื่องเล่าจากฝั่งอิตาลียกให้คอซิโม รุจเจรีเป็นผู้คิดค้นไอศกรีมอิตาลี (แบบซอร์เบต์) ขึ้นมาในราชสำนักฟลอเรนซ์ของแคเธอรีน เดอ เมดิชีเมื่อครั้งยังอยู่ที่อิตาลี โดยเล่าว่าเกิดขึ้นมาจากการแข่งขันทำอาหารในราชสำนักภายใต้โจทย์ “อาหารที่เป็นแปลกตาที่สุดที่มนุษย์เคยพบเห็น”
.
เรื่องราวยังเล่าต่อด้วยว่าพระนางแคเธอรีนทรงโปรดไอศกรีมซอร์เบต์นี้มากจนถึงขั้นพกเอาไปเผยแพร่ในฝรั่งเศสเลยทีเดียว นอกจากนี้บางตำนานเล่าว่าเจลาโตคิดค้นโดยศิลปินนาม แบร์นาโด บวอนตาเล็นติ ก็มี
.
ในระยะแรกไอศกรีมจากอิตาลีนี้เป็นของที่สงวนไว้ในราชสำนักเป็นหลัก กระทั่งในศตวรรษที่ 17 จะเริ่มมีการเปิดร้านขายทั่วไป ซึ่งก็เริ่มโดยชาวอิตาลีในฝรั่งเศสเหมือนกัน ซึ่งร้านไอศกรีมอิตาลีดังกล่าวก็ยังคงเปิดขายอยู่ในปัจจุบันด้วย
.
แม้ว่าในยุคแรกจะเรียกไอศกรีมต่าง ๆ ว่าเจลาโตไปหมด แต่ทั้งนี้เจลาโตแบบอัลตราสมูทที่คนในปัจจุบันคุ้นเคยและแยกขาดออกจากไอศกรีมทั่วไปนี้ สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดการแยกขึ้นมาในสมัยหลังที่ไอศกรีมแบบอเมริกันเริ่มแพร่หลาย ซึ่งมีรสสัมผัสที่แตกต่างไปจากเจลาโตเนื้อเนียนหนืด แต่ถ้าถามว่าเจลาโตเคี้ยวได้ไหม จะเคี้ยวก็ได้เพียงแต่ว่าการกินเจลาโตแบบให้มันละลายบนลิ้นมันได้รสชาติมากกว่า ก็เหมือนกับการกินไอศกรีมทั่วไปที่คนส่วนใหญ่คงจะเน้นเลียไอศกรีมเป็นหลัก

