หากย้อนกลับไปในชนบทไทยเมื่อหลาย 10ปีก่อน ทุกวันพระเรามักจะเห็นภาพผู้เฒ่าผู้แก่หอบเสื่อ ผ้าขาวม้า และข้าวของจำเป็น เดินทางไปยังวัดใกล้บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อทำบุญ ฟังธรรม สวดมนต์ และรักษาศีลตลอดทั้งวัน
.
โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้านจำนวนมากจะตั้งใจงดเว้นอบายมุข ลด ละ เลิกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และใช้เวลาอยู่กับวัดมากขึ้น บางคนไปปฏิบัติธรรมแทบทุกวันพระตลอดสามเดือน
.
เมื่อใช้เวลาอยู่ที่วัดตั้งแต่เช้าจนเย็น หลังจากสวดมนต์และรับประทานอาหารเพลแล้ว ก็ถึงเวลาพักผ่อน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คนสมัยก่อนกลับเลือกใช้ “หมอนไม้” แทนหมอนนุ่ม ๆ ที่ให้ความสบาย เพราะมีความเชื่อว่าการมารักษาศีลที่วัด ควรลดละความฟุ้งเฟ้อและความสบายทางกาย แม้แต่หมอนที่ใช้หนุนนอนก็ควรเรียบง่าย เพื่อฝึกความอดทนและขัดเกลาจิตใจ หมอนไม้จึงถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดนี้
.
หมอนไม้ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้มะค่า ไม้แดง ไม้ประดู่ หรือไม้สัก ผ่านการตัด ไส เจาะ และเข้าลิ่มอย่างประณีต จนเกิดเป็นโครงสร้างพิเศษที่สามารถกางออกเป็นรูปกากบาทสำหรับรองศีรษะได้ ความน่าทึ่งอยู่ที่เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว สามารถพับเก็บให้แบนราบ กลายเป็นไม้แผ่นเดียวได้อย่างแนบเนียน สะดวกต่อการพกพาและจัดเก็บ ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง
.
แม้จะเรียกว่า “หมอนไม้” แต่เวลาใช้งานจริง ผู้เฒ่าผู้แก่มักนำผ้าขาวม้าหรือสไบมารองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้หนุนนอนได้สบายขึ้นเล็กน้อย และนอกจากใช้รองศีรษะแล้ว ยังสามารถใช้เป็นแท่นวางหนังสือสำหรับอ่านธรรมะได้อีกด้วย
.
หมอนไม้อาจดูเป็นเพียงของใช้ชิ้นเล็ก ๆ ในอดีต แต่แท้จริงแล้วกลับสะท้อนวิถีชีวิต ความศรัทธา และแนวคิดเรื่องการฝึกตนของคนไทยได้อย่างลึกซึ้ง

