ทำไม “ทองพลุ” กลายมาเป็นขนมโบราณคู่สภากาชาดไทย?

กล่าวกันว่าหากต้องการที่จะกินขนม “ทองพลุ” แล้วล่ะก็ จะมีโอกาสใหญ่ ๆ อยู่ 2 ครั้งต่อปี ก็คือในวันครบรอบวันสถาปนาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และงานกาชาดเท่านั้น แต่อะไรกันที่ทำให้ขนมทองพลุ กลายมาเป็นเครื่องว่างคู่สภากาชาดและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไปได้?

.

ขนมทองพลุ เป็นหนึ่งในขนมตระกูลทองทั้งหลาย ซึ่งบางแหล่งข้อมูลก็ระบุว่าเป็นขนมที่คิดขึ้นมาโดยมารดาแห่งขนมไทยอย่าง “มารี กีมาร์” หรือท้าวทองกีบม้าที่หลาย ๆ คนรู้จัก ลักษณะหน้าตาของขนมทองพลุนี้ มีการสันนิษฐานถึงต้นแบบว่ามีที่มาจากขนมประเภท “ชูว์” (Choux) หรือที่คนไทยเรียกว่าเอแคลร์ ขนมรูปแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในฝรั่งเศส แต่ในสำรับโปรตุเกสก็มีขนมที่ใกล้เคียงกันอย่าง “ซอนญู” (Sonhos) ซึ่งทองพลุนี้ใช้แป้งอย่างเดียวกัน แต่ต่างตรงที่นำมาทอดน้ำมัน ไม่ได้นำไปอบ

.

ชื่อทองพลุนี้ ได้ส่งผลให้ขนมนี้กลายเป็นขนมมงคลอย่างหนึ่ง โดยคำว่าพลุนี้ ถูกมองว่าเป็นความรุ่งเรืองที่พวยพุ่งกระจายออกเหมือนพลุนั่นเอง โดยหน้าตาของทองพลุเนื้อขนมเป็นแป้งกรอบที่มีโพรงกลวงข้างใน จิ้มกินคู่กับน้ำเชื่อม เป็นแบบหวาน แบบในภาพที่หยิบมาให้ชม แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาใส่ไส้เพิ่มเติมกลายเป็นไส้เค็มขึ้นมา

.

แล้วเจ้าขนมทองพลุนี้มาข้องเกี่ยวกับสภากาชาดได้อย่างไร? เรื่องนี้ต้องกล่าวถึงการทำทองพลุออกมาจัดจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้าสภากาชาด โดยสูตรทองพลุของสภากาชาดนี้ เป็นสูตรของท่านผู้หญิงประไพ ศิวะโกเศศ ผู้ริเริ่มแผนกโภชนวิทยาและโภชนบำบัดของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งสูตรทองพลุนี้ก็ได้ส่งต่อมายังลูกศิษย์คนสำคัญของท่านผู้หญิงประไพ ก็คือ คุณหญิงกานดา ฐิตะฐาน ผู้ที่ได้ออกมาเปิดร้านของตัวเองในชื่อ “กานดาเบเกอรี่” ที่โด่งดังเรื่องขนมทองพลุเมื่อหลายสิบปีก่อน

สำหรับใครที่อยากลิ้มลองทองพลุสูตรสภากาชาดก็ต้องรองานกาชาดครั้งหน้า หรือไม่อย่างนั้นก็สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ที่ร้านกานดาเบเกอรี่