น้ำแดงโกสีเนียล น้ำแดงจากเมืองฝรั่งสู่สำรับขนมไทย

หากใครจำตอนที่เราเล่าถึง “ขนมทองพลุ” ได้ จะเห็นว่าทองพลุมีทั้งแบบเค็มที่ทำเป็นไส้ไก่แบบของร้านกานดาเบเกอรี่ ไปจนถึงทองพลุแบบหวานของสภากาชาดที่จะมีแบบจิ้มกับน้ำหวานสีแดง แน่นอนว่าน้ำหวาน ๆ สีแดง ในปัจจุบันนี้ใคร ๆ ก็คงจะนึกถึงน้ำหวานยี่ห้อดังอย่าง “เฮลซ์บลูบอย” แต่ในยุคก่อนที่จะมีเฮลซ์บลูบอยล่ะ? น้ำหวานสีแดงที่เอาทองพลุมาจิ้มกินนี้มันเอาสีแดงมาจากอะไร?

.

ในสูตรทองพลุ จากตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ได้มีส่วนที่กล่าวถึงการทำน้ำจิ้มสีแดงของทองพลุนี้เอาไว้ด้วย ซึ่งก็บอกถึงรายละเอียดวัตถุดิบและขั้นตอนในการทำน้ำเชื่อมว่า “เอาน้ำตาลทรายเชื่อมกับไข่ให้ใสเคี่ยวไปจนข้น ๆ อย่าให้คืน เอา ‘น้ำดอกไม้เทศ’ แล ‘น้ำแดงโกสีเนียล’ นิดหน่อยเหยาะลงในน้ำตาล…”

.

น้ำหวานจากสูตรทองพลุดังกล่าว จะเห็นว่ามันก็เป็นน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาตรงที่ส่วนผสม 2 อย่าง นั่นก็คือ “น้ำดอกไม้เทศ” หรือที่รู้จักกันในชื่อน้ำกุหลาบใช้ทั้งแต่งรสและแต่งกลิ่น ตลอดจนอีกหนึ่งส่วนผสมสำคัญที่ทำให้น้ำเชื่อมนั้นมีสีแดงและมาก่อนกาลเฮลซ์บลูบอยอย่าง “น้ำแดงโกสีเนียล”

.

น้ำแดงโกสีเนียลคืออะไร โกสีเนียล คือชื่อของ “ชาดลิ้นจี่” ซึ่งเป็นสีแดงที่ได้มาจากแมลงที่เรียกว่า “แมลงอินจี” (Cochineal) ซึ่งมักอาศัยอยู่บนต้นกระบองเพชร ซึ่งสีแดงนี้จะได้จากแมลงอินจีตัวเมีย โดยจะนำมาอบแห้งก่อนจะเอาไปบดแล้วได้สีแดงมา ซึ่งสีแดงชาดลิ้นจี่นี้ เดิมทีมีอยู่ในอเมริกา ก่อนที่เจ้าอาณานิคมสเปนจะนำเข้าไปในยุโรป และเป็นสินค้าส่งออกจากอาณานิคมอเมริกาของสเปนที่ขายดีและสร้างมูลค่ามากอีกอย่างหนึ่ง

.

สีแดงชาดลิ้นจี่ได้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นก็คืออุตสาหกรรมอาหารที่กลายมาเป็นน้ำแดง และเดินทางมาถึงสยาม แต่ทั้งนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเดินทางมาถึงสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาเลยหรือไม่ หรือเพิ่งเข้ามาถึงในสมัยรัตนโกสินทร์กันแน่ แต่อย่างไรก็ดี ในไทยเองก็มีสีแดงอยู่แล้วอย่างสีครั่งที่น่าจะสามารถใช้แทนกันได้ แต่ทั้งนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าคนไทยในอดีตเคยหยิบเอาครั่งมาใช้ทำน้ำหวานสีแดงในทองพลุหรือไม่อย่างไร