ในหมู่เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล มีเกาะเล็กแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ห่างจากฝั่งราว 85 กิโลเมตร ไม่มีหาดทรายสีขาว ไม่มีเปลือกหอยกองพะเนิน มีเพียงก้อนหินกลมมนสีเทาดำที่ปูเต็มชายฝั่งเท่านั้น ซึ่งเกาะแห่งนั้นมีชื่อว่า “เกาะหินงาม” และหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยอนุรักษ์ให้เกาะแห่งนี้ยังสดสวยอยู่ได้ ก็สืบเนื่องมาจากเรื่องราวของ “คำสาปเจ้าพ่อตะรุเตา” นั่นเอง
.
หินกลม ๆ มน ๆ บนเกาะนี้ จากข้อสันนิษฐานของนักธรณีวิทยาระบุว่าดูคล้ายกับหินออบซิเดียนจากภูเขาไฟ ที่ถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากในช่องแคบระหว่างเกาะอาดัง เกาะราวี และเกาะหลีเป๊ะ กัดเซาะและพัดพาให้หินเสียดสีกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเหลี่ยมทุกด้านค่อย ๆ หายไป กลายเป็นหินกลมงามอย่างที่เห็น กระบวนการนี้ใช้เวลานับร้อยนับพันปีกว่าจะได้หินสักก้อนหนึ่ง
.
ด้วยความงามของหินเหล่านี้ ได้ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติบางส่วนพากันหยิบฉวยหินสวย ๆ กลับบ้านไปเป็นที่ระลึก ทว่าก็เกิดเรื่องราวของคำสาป ที่ว่าใครที่เก็บหินนี้กลับบ้านไปล้วนแต่ประสบกับเคราะห์กรรมมากมาย ดังเช่นเรื่องเล่าของชาวเยอรมันคนหนึ่งที่หยิบหินนี้กลับบ้านไปแล้วก็ประสบปัญหาต่าง ๆ จนต้องเอาหินกลับมาคืน คำสาปจึงหายไป
.
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคำสาปดังกล่าวเริ่มแพร่หลายตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นจริงหรือแค่กุศโลบาย แต่ทั้งนี้ก็นับว่าเป็นคำสาปที่โด่งดังมาก ในระดับที่มีป้ายเตือนติดไว้มาอย่างยาวนาน ตลอดจนมีการสร้างศาลเจ้าพ่อตะรุเตาขึ้นในปี 2524 ด้วย ซึ่งเป็นศาลที่มีการอัญเชิญวิญญาณของเจ้าหน้าที่อุทยานที่จากไปเนื่องในภารกิจทางทะเลมาสถิตที่แห่งนี้ด้วย ซึ่งก็เพิ่มพูนความขลังให้กับคำสาปนี้ยิ่งขึ้นไปอีก
.
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีคำสาปหรือไม่ แต่การไปหยิบเอาหินเหล่านี้มาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว เพราะทุกอณูของอุทยานล้วนแต่เป็นสมบัติทางธรรมชาติของไทยเรา จะไปหยิบติดไม้ติดมือ หรือไปทำให้เสียหายก็ผิดกฎหมายที่ไม่ควรทำอยู่ดี

