ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่เล่าขานกันว่า ไม่ใช่เพียงของสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น ของพระราชทานที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความผูกพันเครื่องประดับนั้นคือ “ตุ้มหูไข่นกการเวก”
.
ตุ้มหูคู่นี้เป็นของที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซื้อจาก เมืองนีซ (Nice) ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่พระองค์เสด็จ ประพาสยุโรป หลังจากนั้นก็ทรงส่งกลับมายังสยามทางไปรษณีย์ เพื่อพระราชทานแก่เจ้าจอมที่ทรงโปรด ผู้ที่ได้รับพระราชทานคือ เจ้าจอมเอิบ (สกุลบุนนาค) เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ซึ่งเป็น เจ้าจอมคนสำคัญในราชสำนักสมัยนั้น
.
ตุ้มหูคู่นี้มีลักษณะเลียนแบบ “ไข่นกการเวก” ในวรรณคดีไทย นกการเวก ถือเป็น นกสวรรค์แห่งป่าหิมพานต์มีเสียงร้องไพเราะและเป็นสัตว์ในตำนานที่งดงาม สีของ “ไข่นกการเวก” จึงถูกเปรียบกับหินเทอร์ควอยซ์ (Turquoise) ซึ่งมีสี เขียวอมฟ้า สดใสและโดดเด่น ทำให้ตุ้มหูคู่นี้ไม่เพียงงดงาม แต่ยังแฝงความหมายเชิงสัญลักษณ์จากวรรณคดีอีกด้วย
.
ในบรรดาเจ้าจอมทั้งหลาย เจ้าจอมเอิบ นับเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างมาก แม้จะไม่ได้มีพระราชโอรสหรือพระราชธิดา แต่พระองค์โปรดให้เจ้าจอมเอิบ อยู่รับใช้ใกล้ชิดเป็นเวลาหลายสิบปี หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ช่วยดูแลและจัดเตรียมฉลองพระองค์
.
หลักฐานเกี่ยวกับความโปรดปรานนี้ยังปรากฏในบันทึกของ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ซึ่งกล่าวถึงเจ้าจอมเอิบว่าเป็น “เจ้าจอมตัวโปรดในเวลานั้น” จนคนในวังเรียกกลุ่มเจ้าจอมที่ชื่อขึ้นต้นด้วย อ. ว่า “ก๊ก อ.” และเจ้าจอมเอิบก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับความโปรดปรานอย่างมาก
.
เมื่อครั้ง รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2450 พระองค์มักจะทรงส่ง พระราชหัตถเลขาและของฝากจากยุโรปกลับมายังสยามให้แก่ผู้ใกล้ชิด ตัวอย่างหนึ่งคือ ลูกห้อยรูปสัตว์ เจ้าจอมเอิบอยากได้ ลูกห้อยรูปกระต่าย ซึ่งเป็นปีนักษัตรของตนแต่หาไม่ได้ พระองค์จึงทรงเลือก ลูกห้อยรูปสุนัขทำจากแก้วผลึก ส่งมาแทน พร้อมข้อความในพระราชหัตถเลขาที่แสดงถึงความเอาใจใส่
.
สำหรับ ตุ้มหูไข่นกการเวก ก็มีเรื่องราวน่าสนใจเช่นกัน ในพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 พระองค์ทรงเล่าว่า
“ถึงกรมดำรง ฉันได้รับหนังสือวันที่ ๑๘ เดือนมิถุนายนแล้ว มีข้อความประหลาดใจอย่างหนึ่ง เรื่องสร้อยคอไข่นกการเวก ซึ่งเธอได้กล่าวในบาญชีของได้ไปถึง แต่ตุ้มหูคู่หนึ่งเปนไข่นกการเวกเหมือนกัน ฉันได้ซื้อที่เมืองนีศส่งทางไปรสนีย์ให้สดับ ได้รับหนังสือสดับตอบรับสร้อยคอ แต่ตุ้มหูว่ายังไม่ได้รับ ตุ้มหูส่งก่อนมันไปวนเวียนเสียทางใดจึ่งไม่ถึง เกิดความสงไสยขึ้น จึ่งได้โทรเลขถามเข้าไปในวันนี้ แลขออย่าให้เข้าใจไขว้กันไป
ฉันได้ส่งไปอีกคู่ ๑ สำหรับให้เอิบจากปารีส รวมเปนสองคู่ด้วยกัน ส่วนของที่ส่งไปหายสูญไม่รู้ว่าจะพลัดแพลงแห่งใด เธอขอให้ส่งทางเมล์เยอรมันทางเดี๋ยวนั้น จะได้ให้เปนไปดังนั้นต่อไป”
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงทั้งความใส่พระราชหฤทัย และความห่วงใยต่อผู้รับพระราชทาน
.
แม้จะเป็นเพียง ตุ้มหูคู่เล็ก ๆ จากยุโรป แต่ “ตุ้มหูไข่นกการเวก” กลับกลายเป็น หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนทั้งเรื่องราวการเสด็จประพาสยุโรป ความสัมพันธ์ภายในราชสำนัก และพระราชหฤทัยอันอ่อนโยนของพระมหากษัตริย์
.
เครื่องประดับคู่นี้จึงไม่ได้มีค่าเพียงเพราะความงดงาม แต่ยังเป็น เรื่องราวแห่งความทรงจำในราชสำนักสยามยุครัชกาลที่ 5 อีกด้วย

