หากกล่าวถึง ผ้ายกทองอันวิจิตรที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งในราชสำนักไทย
“เข้มขาบ” ย่อมเป็นชื่อที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งศิลปะผ้าทอชั้นสูง ![]()
.
ผ้าเข้มขาบมีรากศัพท์มาจากคำว่า “คิมขาบ” (Kimkhwa) ในภาษาอินเดีย ซึ่งหมายถึง “ผ้าทอง” สื่อถึงความเลอค่าที่ยังคงตราตรึงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
.
เอกลักษณ์ของผ้าเข้มขาบ
คือ การทอยกทองลายริ้ว โดยสลับกันระหว่างริ้วสีทองทึบ ริ้วลวดลาย และริ้วพื้นสี ลายที่อยู่ในริ้วเหล่านี้มักเป็นลวดลายอันวิจิตร
เช่น ลายเถามะลิเลื้อย ก็จะถูกเรียกว่า “เข้มขาบริ้วมะลิเลื้อย”
หรือหากเป็นลายดอกประจำยามสลับขอสร้อยก็จะเรียกว่า “เข้มขาบริ้วขอ”
นับเป็นผ้าทอชั้นสูงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในราชสำนัก
.
ซิ่นเข้มขาบ เป็นการนำเทคนิคการทอผ้ายกทองลายริ้ว อันประณีตมาใช้ในงานตัดเย็บ โดยยังคงเอกลักษณ์ของผ้าเข้มขาบยุคโบราณ ไว้ทุกประการ เมื่อนำมาตัดเย็บเป็น ‘ซิ่นถุง’
แล้วต่อเชิงด้วยผ้ายกทองลายหน้ากระดานกรวยเชิง ทำให้ซิ่นเข้มขาบที่ได้มีความสง่างามอย่างลงตัว
.
ในอดีตราชสำนักสยาม ให้คุณค่าแก่ผ้าเข้มขาบเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นผ้ายกทองลายริ้วที่สะท้อนถึงรสนิยมอันหรูหรา ผ้าชนิดนี้ทอขึ้นจาก เส้นไหมธรรมชาติกับไหมเงินหรือไหมทอง โดยใช้เทคนิค การทอยกให้เห็นลวดลายและพื้นผ้าในปริมาณที่เท่ากัน ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า “Kimkhab” ในภาษาเปอร์เซียที่หมายถึง “ผ้ายกทอง”
.
ซิ่นเข้มขาบ
จึงเป็นเสมือนบทบันทึกแห่งศิลปะผ้าทอไทยที่ยังคงมนต์เสน่ห์ของราชสำนักไว้อย่างเต็มเปี่ยม นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความประณีตแล้ว ยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาไทยที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

