รู้หรือไม่ว่า “เสื้อชั้นใน” เป็นของใหม่สำหรับสาวไทย ![]()
ในอดีตผู้หญิงไทยใช้ชีวิตแบบชิล ๆ ไม่มีใครมานั่งเครียดเรื่องต้องปิดหน้าอก เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย
.
ลองจินตนาการถึงสาว ๆ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่เดินเล่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา
แบบไม่ต้องใส่เสื้อ หรือสาวชาวบ้านที่นั่งตำข้าวใต้ร่มไม้แบบสบาย ๆ บางคนอาจเลือกสวมผ้าคาดอก แต่หลายคนก็เปลือยอกกันแบบธรรมชาติ ไม่มีใครมองว่ายั่วกาม แต่มันเป็นเพียงอวัยวะหนึ่งของร่างกายเท่านั้น
.
ทำไมสาวไทยในอดีตไม่ใส่เสื้อ ?
เหตุผลง่าย ๆ เลยคือ อากาศร้อน
ประเทศไทยเป็นเขตร้อนชื้น เสื้อผ้าหนา ๆ หรือรัดรูปจะทำให้รู้สึกอึดอัดเกินไป แถมการเปลือยอกก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากสาว ๆ บาหลี หรือหญิงสาวในพื้นที่ร้อนชื้นอื่น ๆ ที่มีวัฒนธรรมแบบเดียวกัน
.
แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 แนวคิด “ต้องแต่งตัวมิดชิด” ของยุโรป โดยเฉพาะแฟชั่นยุคพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษ ก็เริ่มแทรกซึมเข้ามา จากเดิมที่สาวไทยไม่ซีเรียสเรื่องปิดหน้าอก กลายเป็นว่า “ราชสำนักต้องใส่เสื้อปิดให้มิดชิด” และแนวคิดนี้ก็ค่อย ๆ แพร่กระจายออกไปจากชนชั้นสูงสู่ชาวบ้านทั่วประเทศ
.
แล้วสาวไทยเริ่มใส่เสื้อชั้นในเมื่อไหร่กัน? ต้องย้อนไปสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเสื้อผ้าแบบยุโรปเริ่มเป็นที่นิยม โดยเฉพาะ “เสื้อทรงพริ้นเซส” ซึ่งเป็นเสื้อรัดรูปแบบตะเข็บตั้ง แต่พอมาอยู่ในไทย ก็ถูกดัดแปลงให้เข้ากับอากาศร้อน กลายเป็น “เสื้อผ่าตะเข็บ” เสื้อชั้นในเวอร์ชันแรกของไทย!
.
ต่อมา “เสื้อคอกระเช้า” ก็เริ่มเข้ามามีบทบาท แม้ว่าผู้หญิงไทยในชนบทจะยังไม่ค่อยใส่เสื้อชั้นในกันเต็มที่ แต่ก็เริ่มมีการใช้ “แถบผ้ารูดหน้าอก” สำหรับสาวที่เริ่มโตขึ้น เพื่อช่วยปกปิดรูปร่างไม่ให้เด่นชัดจนเกินไป
.
จากเสื้อคอกระเช้าสู่ยุคบราเต็มตัว
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม
นโยบาย Westernization หรือการปรับตัวให้ทันสมัยแบบตะวันตก ทำให้รัฐบาลเริ่มออกกฎหมายบังคับให้ผู้หญิงต้องใส่เสื้อ และเลิกเปลือยอกแบบอดีต
.
รวมถึงการเปลี่ยนโจงกระเบนเป็นผ้าถุง และให้ผู้ชายใส่กางเกงขายาวแทนผ้าม่วง แบบนี้จะได้ดู “อารยะ” ตามแบบโลกตะวันตกและจากวันนั้นมา เสื้อชั้นในก็ค่อย ๆ กลายเป็นไอเทมที่ผู้หญิงไทยขาดไม่ได้อีกเลย

