“ขนมจีบเจ้าจีบห่อ
งามสมส่อประพิมประพาย
นึกน้องนุ่งจีบทวาย
ชายพกจีบกลีบแนบเนียน”
.
ขนมจีบเป็นอีกหนึ่งชื่ออาหารไทยชาววังที่ปรากฏอยู่ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ขนมจีบในความคิดของคนในปัจจุบันอาจจะไปนึกถึงขนมจีบที่อยู่ในสำรับติ่มซำต่าง ๆ แต่ขนมจีบในความคิดของคนไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น กลับมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไปพอสมควร
.
ขนมจีบไทย หรือที่ในอดีตเรียกกันว่าขนมไส้หมู (คนละอย่างกับสาคูไส้หมู) เป็นขนมไทยห่อไส้ที่มีอย่างยาวนานตั้งแต่กรุงเก่า โดยขนมไส้หมูที่มีชื่อเสียงนั้นเป็นขนมจีบฝีมือของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี หรือ ‘เจ้าครอกวัดโพธิ์’ ซึ่งจับจีบขนมไส้หมูได้อย่างสวยงาม จนมีคำพูดติดปากกันว่า “ขนมค้างคาวเจ้าครอกทองอยู่ ขนมไส้หมูเจ้าครอกวัดโพธิ์” ซึ่งสันนิษฐานว่าที่มาของชื่อขนมจีบมาจากฝีมือการจีบห่อของเจ้าครอกวัดโพธิ์นี่เอง
.
สูตรขนมจีบของเจ้าครอกวัดโพธิ์ก็ยังคงสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ในสายตระกูล โดยหลานเหลนของเจ้าครอกวัดโพธิ์ก็ได้รับราชการปั้นขนมจีบเป็นเครื่องต้นเสวยอยู่ในราชสำนักมาหลายรัชกาล ดังที่ปรากฏในตำราแม่ครัวหัวป่าก์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์
.
โดยขนมจีบทำมาจากแป้งญวนหรือแป้งขนมจีบสีขาวปั้นห่อกับไส้ที่เป็นเนื้อหมูหั่นละเอียดแล้วจึงนำไปนึ่ง รูปลักษณ์ของขนมจีบก็จะมีลักษณะที่คล้ายกับขนมอาลัวและมียอดแหลมหักปลายให้งอนลงมาดังที่ปรากฏในตำราว่า “ปั้นหัวขึ้นไปให้แหลมสูง แล้วจึงหักปลายหยิบเปนหงอนไว้นิดหนึ่ง” ซึ่งคาดว่าการหักปลายนี้เองที่ทำให้เปรียบเสมือนกับจะงอยปากนก คนในสมัยหลังก็เลยใส่ตาใส่ปากให้มันกลายเป็น “ขนมจีบนก” เสียอย่างนั้น อย่างไรก็ดี เราไม่มีหลักฐานปรากฏว่าคนเริ่มแต่หน้าแต่งตาให้กลายเป็นขนมจีบนกตั้งแต่เมื่อไหร่
.
โดยในปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นขนมจีบนกเสิร์ฟคู่กับขนมช่อม่วงอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งไส้ขนมจีบนี้ยังมีอีกมากมายหลายไส้ที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นสืบมาเรื่อย ๆ โดยขนมจีบนี้ว่ากันว่าต้องกินตอนร้อน ๆ ถึงจะอร่อยที่สุด
#จานโปรด#ขนมจีบ#ขนมไทย
อ้างอิง:
https://vajirayana.org/แม่ครัวหัวป่าก์/บริจเฉท-๘-เครื่องว่าง
https://www.silpa-mag.com/culture/article_49652

