ทำความรู้จัก “นาเระซูชิ” บรรพบุรุษซูชิญี่ปุ่นที่มาจากลุ่มแม่น้ำโขง!

ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่นแล้ว รับรองเลยว่าชื่อแรกที่ผู้คนส่วนใหญ่จะนึกถึงต้องเป็นข้าวปั้นขนาดพอดีคำที่แปะหน้าด้วยปลาต่าง ๆ อย่างซูชิแน่นอน โดยซูชินี้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด แต่ถ้าจะพูดถึงซูชิรุ่นแรก ๆ ของญี่ปุ่นก็ต้องพูดถึง “นาเระซูชิ” ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของซูชิเลยก็ว่าได้ แต่รู้ไหมว่า เจ้าบรรพบุรุษซูชินี้ มีที่มาจากลุ่มแม่น้ำโขงบ้านเรา?.เบื้องต้นมีการสันนิษฐานเอาไว้ว่า นาเระซูชิ ถูกนำไปยังทางตะวันตกของญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 8 ดังที่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีสมัยนาระที่เมืองฟุกุโอกะ โดยคาดว่านาเระซูชิมีที่มาจากพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งมีอากาศร้อนและฤดูมรสุมหนัก จึงมีการถนอมอาหารแบบหมักเพื่อรักษาอาหารไม่ให้เน่าเสียจนกินไม่ได้โดยใช้ ข้าว และเกลือในการหมักเพื่อทำลายแบคทีเรีย ในส่วนของนาเระซูชิเองก็ใช้ข้าวกับเกลือในการหมักเหมือนกัน โดยใช้เวลาหมักนานครึ่งปีถึง 3 ปีเลยทีเดียว ทำให้ปลามีรสชาติที่เปรี้ยว คล้ายกับ “ปลาส้ม” ในไทย และข้าวที่หมักไปด้วยก็เปรี้ยวจนกินไม่ได้ นาเระซูชิจึงเป็นการกินแต่ปลาหมักเพียงอย่างเดียว.ในปัจจุบันนี้ เราอาจจะไม่สามารถหารับประทานบรรพบุรุษซูชิที่หมักปลานานแรมปีนี้ได้อีกแล้ว เพราะว่านาเระซูชิได้มีวิวัฒนาการเรื่อยมา โดยในเวอร์ชั่นที่ใกล้เคียงกับบรรพบุรุษที่สุดมีชื่อเรียกว่า “ฟูนะซูชิ” ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในเมืองชิกะ โดยใช้ปลานิโคโระบุนะ หรือปลาฟุนะ อันเป็นปลาพื้นเมืองในทะเลสาบบิวะในการทำ ซึ่งจะใช้เวลาในการหมักน้อยกว่านาเระซูชิ โดยใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน ซึ่งข้าวก็จะไม่เปรี้ยวมากและสามารถกินได้ทั้งข้าวและปลา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการซูชิที่มีกินทั้งข้าวและปลาในคำเดียวในช่วงศตวรรษที่ 15.ซูชิในระยะแรกเป็นปลาหมักทั้งสิ้น ในช่วงศตวรรษที่ 18 เองก็มีการพัฒนาสูตรไปใช้น้ำส้มสายชูในการหมักแทน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่ามาก แค่วันเดียวก็เสร็จ แล้วซูชิก็ได้แพร่ขยายเข้าสู่เอโดะ ด้วยความนิยมทำให้ช่วงเวลาในการทำสั้นลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งการมาถึงของนวัตกรรมที่เรียกว่าตู้เย็นในศตวรรษที่ 19-20 การถนอมอาหารด้วยการหมักจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป ทำให้เรามีซูชิปลาดิบแบบสด ๆ กันในทุกวันนี้ อาหารอย่างนาเระซูชิและฟูนะซูชิก็กลายเป็นอาหารที่ทำได้ยาก และมีมูลค่าสูงไปโดยปริยาย.อ้างอิง:https://edition.cnn.com/…/narezushi-sushi-japan/index.htmlhttps://rokaakor.com/a-brief-history-of-sushi-and-why…/