เศรษฐกิจกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเมื่อการรวมชาตินำมาซึ่งปัญหาปากท้อง แล้วพระเจ้าตากสินทรงแก้ปัญหาอย่างไร?

ย้อนกลับไปเมื่อ 258 ปีก่อน หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระยาตากซึ่งฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าไปตั้งหลักที่ฝั่งตะวันออก ได้กรีฑาทัพกลับมาตามลำน้ำเจ้าพระยา และตีเอาเมืองต่าง ๆ คืน เช่น เมืองธนบุรี ก่อนจะยกทัพขึ้นไปตีถึงกรุงศรีอยุธยาและขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ

อย่างไรก็ดี ภาพของกรุงศรีอยุธยาที่กลายเป็นสมรภูมิ และเต็มไปด้วยความเสียหายอันไม่น่าชื่นชม ทำให้ปณิธานเดิมที่ปรารถนาจะฟื้นฟูอยุธยาขึ้นมาใหม่ต้องถูกละทิ้งไป แต่ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังปรารถนาให้พระยาตากเป็นผู้ปกครอง จึงตัดสินใจลงไปประทับที่ธนบุรี ดังที่ปรากฏในพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ

นอกจากนี้ ชัยภูมิของกรุงธนบุรียังนับว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีป้อมปราการเดิมอยู่ อีกทั้งยังอยู่ใกล้ทะเล ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการรับมือกับสงครามในภายภาคหน้า พระยาตากจึงทรงปราบดาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีในวันที่ 28 ธันวาคม พร้อมกันนั้น กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรก็ได้กลายเป็นราชธานีแห่งใหม่

.

⭐

 “ปัญหาปากท้อง”: เรื่องทุกข์ยากที่ธนบุรีพบเจอ

แน่นอนว่ากรุงธนบุรีก่อตั้งขึ้นในช่วงหลังสงคราม อีกทั้งตลอดรัชสมัยยังคงมีการทำสงครามอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการสงครามย่อมส่งผลกระทบในทางลบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในช่วงต้นรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นอกเหนือจากการทรงปราบชุมนุมต่าง ๆ อย่างเข้มแข็งแล้ว ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อกรุงธนบุรีคือเรื่องข้าว เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดทุพภิกขภัยครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ข้าวมีราคาแพงและขาดแคลนอย่างหนัก โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเกณฑ์ไพร่พลไปทำสงคราม ส่งผลให้ขาดแคลนแรงงานในการเพาะปลูก

การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน สิ่งแรกที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลือกทำ คือการชักจูงและกวาดต้อนผู้คนให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงธนบุรี แต่เดิมธนบุรีเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการทำสวนซึ่งมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน อีกทั้งลักษณะการทำสวนของชาวธนบุรียังปรากฏว่าเป็นการทำสวนยกท้องร่อง ซึ่งเป็นรูปแบบการทำสวนที่ชาวจีนเป็นผู้นำเข้ามา สะท้อนให้เห็นบทบาทของธนบุรีในฐานะเมืองท่าที่มีผู้คนหลากหลายเข้ามาตั้งถิ่นฐานและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาปากท้องด้วยการชักจูงผู้คนให้เข้ามาตั้งรกรากและเพาะปลูกนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในทันที ทำให้ในระยะแรกสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อข้าวเข้ามา โดยทรงซื้อข้าวสารจากสำเภาของชาวต่างชาติซึ่งมีราคาสูงอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้ก็เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและกองทัพเป็นสำคัญ

สำหรับการทำนาในสมัยกรุงธนบุรี มีบันทึกไว้ว่าเป็นการเกณฑ์ผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเพาะปลูก และเมื่อบ้านเมืองเริ่มสงบ จึงเริ่มมีการค้าขายกับต่างชาติ โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งในสมัยกรุงธนบุรีนับว่าเป็นมหามิตร เนื่องจากพระมหากษัตริย์มีเชื้อสายจีนเช่นเดียวกัน

.

⭐

 จีน: มหามิตรของกรุงธนบุรี ผู้ช่วยทำให้ธนบุรีเป็นเมืองมั่งคั่งด้วยเงิน

การค้ากับจีนนั้นก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการต่อเสถียรภาพของกรุงธนบุรี ประการหนึ่งคือ ธนบุรีเป็นราชธานีใหม่ อีกทั้งยังอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง การสร้างรายได้ให้รัฐผ่านการเก็บภาษีอากรจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาภายในประเทศได้ กรุงธนบุรีจึงจำเป็นต้องพึ่งพาการค้าเป็นหลักในการหารายได้เข้าสู่ท้องพระคลัง

สินค้าที่ธนบุรีส่งออก ได้แก่ ไม้ฝาง ไม้แดง ไม้ดำ รวมถึงพริกไทย ส่วนสินค้าที่นำเข้าเป็นหลัก ได้แก่ เหล็ก กำมะถัน และทองแดง เป็นต้น

เศรษฐกิจของกรุงธนบุรีสามารถฟื้นฟูและขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยด้านประชากร โดยเมืองสำคัญในสมัยธนบุรี เช่น ภูเก็ต สงขลา และธนบุรี ล้วนเป็นเมืองที่มีประชากรชาวจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อีกทั้งยังมีชาวจีนจำนวนมากเข้ารับราชการในราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และมีบทบาทสำคัญในการนำกรุงธนบุรีเข้าสู่ระบบการค้าแบบจีน

นอกเหนือจากจีนแล้ว กรุงธนบุรียังมีการค้าขายกับชนชาติอื่น ๆ เช่น แขกและญวน รวมไปถึงญี่ปุ่น แต่รายได้หลักยังคงมาจากการค้ากับจีนมากที่สุด

ท่ามกลางสงครามและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีบทบาทสำคัญในการกอบกู้วิกฤตเหล่านั้น อีกทั้งความหลากหลายของประชากรยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของกรุงธนบุรีให้กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งสมดังนาม “เมืองแห่งเงิน” อย่างแท้จริง…

.
#สุดโปรด#ประวัติศาสตร์#ธนบุรี#กรุงเทพ#วันนี้ในอดีต#เศรษฐกิจ#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ